รอบกรุง รอบพุง
posted on 10 Oct 2010 14:30 by milk-tea

ตอนนี้ก็เป็นหน้าฝนแล้วแถมยังอยู่ในช่วงเข้าพรรษา(เพิ่งแห่เทียนกันไปหมาด ๆ ) ทำให้เกือบตลอดช่วงหนึ่งวัน เมฆบนฟ้าจะดูฉ่ำชื้นอิ่มน้ำกันเป็นพิเศษ บางวันก็มีเสียงฟ้าร้องครืนมาแต่ไกล หรือในบางวันก็มืดทะมึนมาอย่างน่าหวาดเสียว....
ทั้ง ๆ ที่เมื่อหน้าร้อนที่ผ่านมาไม่นานนี้ ฟ้ายังสดใสปิ๊งปั๊งอยู่เลยนะคะ ^^
พอคิด ๆ ไป ฤดูกาลมันก็ดูคล้าย ๆ กับอารมณ์ของคนเรานะ ผิดกันแต่ว่า ฤดูต่าง ๆ ก็มีช่วงระยะเวลาของมันซึ่งสามารถคาดเดาเอาได้ แต่คนเรานี่... ในวันหนึ่ง ๆ มีเข้าไปแล้วกี่ฤดูก็ไม่รู้ซี...
หลายครั้งพออารมณ์อะไรบางอย่างไม่ว่าจะเป็น รัก โกรธ เกลียด แค้น เบื่อ ฯลฯ เกิดพลุ่งพล่านขึ้นมา มันก็ยากแสนยากเหลือเกินที่จะระงับเอาไว้ให้อยู่ เหมือนกับการพยายามหาทางอุดท่อที่มีรูรั่วอย่างไรอย่างนั้น แต่หากเราปล่อยให้น้ำไหลออกมาจากท่อเรื่อย ๆ เข้า ในบ้านเราก็อาจกลายสภาพเป็นน้ำตกไนแองการ่าไปได้ในพริบตา ซึ่งนั่นก็คงไม่ดีแน่ ๆ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดอาจเป็น การรีบหาทางอุดมันให้เร็วที่สุดซะไม่ว่าวิธีไหน
ตอนนี้เราอาจคิดออกหลายวิธีเลยค่ะ ว่าจะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานั้นดี แต่เราจะไม่รู้เลยจนกว่าจะถึงวันที่เราได้เข้าเผชิญหน้ากับเหตุการณ์จริง ว่าเราจะรับมือมันได้จริงหรือไม่ เพราะในบางครั้งวิธีการที่คิด ๆ เอาไว้มันก็ใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เป็นตัววัดอันแท้จริงนั้นอยู่ที่สติของแต่ละคน
หากจะพูดเปรียบเอาตัวของคนคนหนึ่งเปรียบกับน้ำในแก้วใส ๆ เวลาที่อารมณ์ใด ๆ ก็ตามเกิดขึ้นมา มันก็เหมือนกับการโยนเอาเศษผงหลากหลายสีใส่ผสมลงไปในน้ำนั้น ถ้าคุณสาดสีแดง น้ำก็จะกลายเป็นสีแดง ถ้าคุณสาดสีฟ้า น้ำก็ย่อมต้องเป็นสีฟ้า... หรือถ้าคุณสาดสีผสมกันปนเป น้ำก็ย่อมต้องขุ่นขลั่ก จนดูไม่ออกว่าเป็นสีอะไร
หลายครั้งเราปล่อยให้อารมณ์เข้ามามีอิทธิพลเหลือเกิน ให้มันแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งสุดท้ายมันก็เติมเต็มเราซะจนล้นปริ่ม แล้วเราก็เลยลืมไปเสีย ว่าแท้จริงแล้ว น้ำในแก้วเป็นสีอะไร...
ฉันเองก็ไม่รู้หรอกค่ะ ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะหยุดน้ำที่รั่วจากท่อ หรือหยุดการแพร่กระจายของฝุ่นสีได้ดีที่สุด แต่ว่านะคะ... ถ้าหากคุณลองทำกล้า ๆ ไปเคาะประตูเรียกใครบางคนที่อยู่ในตัวของคุณเองดูล่ะก็ เขาอาจจะให้คำตอบที่สุดวิเศษกับคุณก็ได้นะ ^^
ป.ล.**จ้องที่จุดตรงกลางนาน ๆ นะคะ ^^
เช้าวันหนึ่ง ไม่มีอะไรต่างไปจากธรรมดา พอตื่นขึ้นมาแล้วก็เดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าอย่างเคย แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร อยู่ ๆ ก็รู้สึกขึ้นมาว่า ภาพของตัวเองในกระจกนั้นมันดูแก่จริง ๆ ...
ไม่ ๆ ริ้วรอยยังไม่ขึ้นหรอก
โอ้ No No สายตามันยังดีอยู่นะ
อะ.. แล้วผมก็ไม่ยังมีสีขาวปะปนเป็นหย่อม ๆ พองามด้วย
แล้วอะไรกันนะที่ทำให้เรารู้สึกไปได้แบบนั้น... บางทีอาจเป็นเพราะไม่ได้ส่องกระจกมานาน(เห็นหน้าตัวเองเข้าเลยหลอน) หรือไม่ก็เราอาจจะ "แก่" เข้าแล้วจริง ๆ ?
หลายคนกระโดดเข้าสู่วัยชราโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่อีกหลาย ๆ คนกลับแทบจะไม่รู้เลยว่าไอ้คำว่าชราเนี่ยมันหมายถึงอะไร บางทีคุณอาจถามฉันว่า แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าแบบไหนที่เรียกว่าแก่ ? ไอ้มาตรวัดความชราเนี่ยมันอยู่ตรงไหนกันเหรอ ? ทำไมอาม่าที่บ้านเรายังคงดูสดใสปานเด็กวัย 18 ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว 8..ตื๊ด.. แล้วทำไมไอ้เจ้ารุ่นน้องข้างบ้านเรามันดูราวกับแก่กว่าเราสัก 5 ปี
บางที ความชราอาจไม่ได้หมายถึงตัวเลขอายุเสมอไป...
เคยมีใครบางคน(ซึ่งคุณคงไม่มีทางรู้ว่าใคร)กล่าวเอาไว้ว่า แก่หรือไม่อยู่ที่ใจใช่ใบหน้า... บางทีคนที่ปล่อยให้ใจแก่ก่อนหน้าอาจชราภาพยิ่งกว่าคนที่หน้าแก่ก่อนใจ
พอลองดูหน้าตัวเองในกระจกดี ๆ แล้ว... ฉันก็สงสัยอยู่นิด ๆ ว่าตอนนี้ตัวเองอายุเท่าไหร่ 18 หรือ 8.. ตื๊ด..ตื๊ด...ตื๊ด... อะไรบางอย่างมันหายไปรึเปล่านะ ?
ว่ากันตามธรรมชาติ เด็กทุกคนต้องเป็นผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่ทุกคนก็ล้วนมาจากเด็ก ดู ๆ ไปแล้วก็สมดุลกันดี... แต่อะไรกันล่ะที่เป็นจุดแตกต่างแทรกกลางระหว่างสองช่วงวัย บางที อาจเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ประสบการณ์"
เคยมีคนกล่าวว่า(อีกแล้ว..) เด็กจะ"ตัด"สินความถูกผิดดังฉับโดยใช้ดาบที่มีชื่อว่า "ความคิดส่วนตัว" ส่วนผู้ใหญ่นั้นจะ"ตัด"สินความถูกผิดดังฉัวะด้วยดาบที่มีชื่อว่า "ประสบการณ์"
ข้อความนี้จะจริงเท็จแค่ไหน... ฉันก็คงจะบอกคุณไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เป็นนิยามของศัพท์ที่เขียนไว้ในพจนานุกรม และไม่ได้เป็นทฤษฎีบทหรือข้อกำหนดตายตัวใด ๆ ทั้งสิ้น แต่มันเป็นเพียงแค่คำพูดของคนคนหนึ่ง... เป็นเพียงเท่านั้นเอง
ความคิด กับ ประสบการณ์ สองสิ่งที่ทุกคนต่างก็มีติดตัวเหมือนเป็นเงินในกระเป๋า มากบ้าง น้อยบ้าง ก็ตามแต่ว่ากระเป๋าใครจะรั่วจะปิดกว่ากัน อาจจะพอเปรียบได้ว่าความคิดเป็นเหมือนเหรียญ ประสบการณ์เป็นเหมียน.. เอ๊ย..เหมือนแบงค์(ซึ่งไม่ใช่ธนาคาร) ถ้ามีเหรียญในกระเป๋ามากเกินไป มันก็จะทั้งตุงทั้งหนักจนคนถือแทบอั๊ก แต่ถ้ามีแต่แบงค์มากเกินไป เวลาจะใช้จ่ายอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะมีปัญหา(เช่น เวลาจะกดกระดาษชำระแบบตู้ที่อยู่หน้าห้องน้ำ) ดังนั้น ทั้งสองอย่างมันจึงควรที่จะ "พอดี ๆ" กัน
แล้วแบบไหนล่ะที่เรียกว่า"พอดี ๆ" ? บางทีเจ้าคำศัพท์คำนี้อาจเป็นคำที่หาความหมายมาอธิบายได้ยากที่สุดก็ได้
ฅนทุกฅนต่างต้องการความ "พอดี ๆ" ในทุกอย่าง แต่มันน่าเศร้าตรงที่ว่า มีกี่คนกันที่เข้าใจในความหมายของมันจริง ๆ
มีคนกล่าวอีกว่า เมื่อตอนที่เรามีความคิดเป็นของตัวเอง เรายังขาดประสบการณ์ แต่พอมาถึงวันที่เรามีประสบการณ์ เรากลับขาดความคิดที่เป็นของเราเอง ใครจะนึก...ว่าเวลาทำให้เราลืมได้แม้กระทั่งความคิดของตัวเอง...
มองใบหน้าของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกห้องน้ำอีกที... ไม่ค่อยแน่ใจว่าตอนนี้มีเศษเหรียญเล็ก ๆ ติดตัวอยู่สักเท่าไหร่ ในขณะที่แบงค์ค่อย ๆ พอกพูนขึ้นทุกวัน
บางที... อาจควรเดินเข้าไปถามอาม่า...
ท่านอาจจะใจดีแบ่งเศษเหรียญที่มีอยู่ในกระเป๋าให้บ้างก็ได้...