รอบกรุง รอบพุง

posted on 10 Oct 2010 14:30 by milk-tea
    ยินดีต้อนรับค่ะ ^^  ในที่สุดก็เข้ามาเปิดร้านได้ซะทีหลังจากที่ทิ้งให้ร้างมาซะนาน  อ้อ... แต่ที่หายไปนี่ไม่ได้เป็นเพราะเกิดอาการขนงอกตามเนื้อตัวหรอกนะ   ฉันก็แค่ติดโน่นติดหนี้... เอ๊ย! นี่   เรียกได้ว่าธุรกิจรัดตัวจนโงหัวไม่ขึ้นน่ะ   แต่ก็นับว่าโชคดี   ที่ตอนนี้ฉันมีเงินใช้หนี้... เอ๊ย! ภาระเบาบางลงแล้วฮ่ะ  เพราะงั้นวันนี้ฉันก็สามารถมานั่งตรงนี้แล้วก็เล่าโน่นเล่านี่ให้คุณฟังได้ล่ะ  ก็ฟังกันไปสนุก ๆ แล้วกันนะคะ  เอ่... หรือว่าฉันจะสนุกอยู่คนเดียวก็ไม่รู้สิ
    
    ในเดือนตุลาคมแบบนี้นับว่าเป็นช่วงสวรรค์ของเด็กนักเรียนเลย  ถึงแม้ว่ามันจะเป็นกึ่ง ๆ ขุมนรกของนักเรียน ม.6 ที่กำลังเตรียตัวออกวิ่ง ? ก็ตาม   อย่างน้อยก็มีฉันคนหนึ่งล่ะ  ที่ขอนอนยันเลยว่าตัวเองเฝ้าคอยเดือนแห่งความสุขนี่อย่างใจจดใจจ่อ  ก็แหม.. คิดดูสิ  วันปิดเทอมเนี่ย  เรียนก็ไม่ต้องเรียน  การบ้าน(ซึ่งเรามักเปลี่ยนมันเป็นการโรงเรียน)ก็ไม่มี  จะตื่นสายจนเย็นย่ำค่ำคืนไปเลยก็ได้  สบ๊าย...สบายไหมล่ะฮะ  และอีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ  การเที่ยวแหลกแหวกฟ้าดิน!(อยากเลียนแบบหนังจีนอ่ะ)  คุณคงจะเคยกันมาบ้างล่ะ  สักครั้งสองครั้งหรืออาจมากกว่านั้น  ที่พอมีวันหยุดที  แผนการเดินทางมันก็ตามออกมาเป็นหางว่าวน่ะ  แล้วก็คงมีบางครั้งบางหนที่เราเผลอเที่ยวเพลินจนสุดท้ายก็โดนพระประจำบ้านท่านเทศน์ให้ฟังเพลินไปเหมือนกัน  
    
   ที่อยู่ ๆ ก็พูดเรื่องเที่ยว ๆ ขึ้นมานี่ก็ไม่ใช่เพราะฉันเกิดนึกครึ้มเบื่อบ้านขึ้นมาหรอก  แต่เป็นเพราะเรื่องที่ฉันเตรียมมาเล่าให้คุณฟังวันนี้มันก็หนีไปไม่ไกลจากไอ้เที่ยว ๆ นี่แหละ
    อย่างแรกคงต้องบอกกันซะก่อนว่าตัวฉันเองไม่ได้เป็นลูกสาวนายช่างเที่ยว  แต่ถ้าถามว่าชอบเที่ยวหรือเปล่า  ก็จะขอตอบตรง ๆ ว่าไม่มีปฎิเสธอยู่แล้วฮ่ะ  โอกาสทองลอยมาเมื่อไหร่ก็เป็นอันเข้าตะครุบทันทีไม่มีพูดพร่ำทำเพลง   และเมื่อไม่นานมานี้โอกาสมันก็เพิ่งลอยตุ๊บป่อง ๆ เข้ามาหาฉันเอง  แต่ขอพักเอาไว้ก่อนประเดี๋ยวค่อยเล่า  ตอนนี้มาฟังเรื่องรอบเอวกันก่อนดีกว่า
    
    อ้อ... ขอบอกก่อนนะว่าพูดถูกแล้ว  รอบเอวจ้ะ ไม่ใช่รอบกรุง  แล้วอย่าเพิ่งรีบถามกันเลยนะว่าไอ้รอบเอวเนี่ยมันมาเกี่ยวไรกับไอ้เรื่องเที่ยว ๆ ที่ว่า   กำลังจะไขให้เดี๋ยวนี้ล่ะจ้ะ 
    
    พอดีเมื่อวันก่อนนั่งฟังวิทยุอยู่ในรถแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะง่วงจัด  แต่ก็ไอ้ตอนกำลังจะเคลิ้มหลับนั่นล่ะ  อยู่ ๆ คุณดีเจแกก็พูดเรื่องนึงขึ้นมา  แหม... อย่างกะกาแฟ  เราได้ยินทีงี้ตาแจ้งเลย  จริง ๆ เรื่องมันก็สั้นนิดนึงแหละแต่ผลต่อคนฟังนี่ไม่นิดเลยล่ะ เรื่องของเรื่องก็คือ  มันมีผลของงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งเจ้าคนวิจัยนี่ก็ช่างคิดเหลือหลาย  บอกว่า   การท่องเที่ยวทำให้รอบเอวของคนลดลงได้จริง!  รอบกรุงลดรอบเอว! อะเมซิ่งดีใช้ได้นะ   ไอ้เราพอฟังจบก็ได้ทีหันหน้าไปยิ้มกะแม่ก่อนเลย  "งั้นเราคงต้องเที่ยวกันเยอะ ๆ นะแม่"  ฟังเราพูดเสร็จแม่ก็หันหน้ามายิ้มให้อยู่หรอกฮ่ะ  แต่จะคิดเห็นอย่างไรนั้นก็สุดปัญญาที่ข้าน้อยจะรู้ได้
 
   เอาล่ะ  ในเมื่อรู้มาอย่างนี้แล้ว  จะรอช้าอยู่ทำไมไอ้คนรอโอกาสอย่างฉันก็รีบหาเรื่อง(เที่ยว)ทันทีเลย  แล้วสวรรค์ก็แสนจะเข้าข้าง  เพราะที่โรงเรียนของฉันมีจัดทัศนศึกษากันค่ะ  สถานที่ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ในบางกอกมันนี่แหละ!  หากใครที่เคยโฉบ ๆ ผ่านแถวถนนราชดำเนินคงเคยเห็น  ตึกเก่ายาว ๆ ที่อยู่ถัดจากลานเจษฎาบดินทร์น่ะฮะ  ไอ้ตรงที่มีป้ายสีม่วง ๆ เด่นเป็นสง่านั่นล่ะ  ชื่อเต็ม ๆ ว่า "นิทรรศรัตนโกสินทร์" น่าสนุกดีนะ  แล้วก็สนุกดีจริง ๆ ด้วย  ไว้เดี๋ยวจะค่อย ๆ เล่าให้ฟัง
 
   วันนั้นครูที่โรงเรียนเขานัดเวลาไว้ 10.50 น.  ตัวเลขมันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไงชอบกล  ไอ้เราก็เป็นพวกไม่ชอบทำอะไรแบบขยัก ๆ ซะด้วยก็เลยกลัว ๆ เหมือนกัน   ว่าเดี๋ยวจะไปถึงเอาซะ  11 โมงให้ครูเขาเขกกบาลเล่น   ก็เลยตัดสินใจพุ่งออกไปตั้งแต่  6 โมงเช้าเลย  ซึ่งแน่น๊อนว่าเตรียมตัวไปนั่งแกร่วคอยเต็มที่  แต่ก็ผิดถนัดไปนิ๊ด ๆ เพราะท่านพ่อที่เคารพรักมีธุระด่วนตอนเช้า  ไอ้เราเป็นแค่คนอาศัยรถนิ  ก็เลยต้องตามติดไปด้วยตามระเบียบ  สุดท้ายก็ไปถึงสถานที่นัดราว ๆ  9 โมง  เวลานี้ก็พอมีเพื่อน ๆ มากันแล้วล่ะ แต่แหม... ยังไงที่หนึ่งน่ะฉันก็กินขาด น่าปลื้มนะเนี่ย(ปกติไปสายจนเพื่อนมันชักคัน ๆ เท้ากันแล้ว)  และด้วยความที่คันมือคันเท้าอยากเที่ยวเต็มที่  ฉันกับคุณเพื่อนที่เพิ่งมาถึงหมาด ๆ ก็เลยชักอยู่กันไม่สุข  มองซ้ายมองขวาหันหน้าหันหลังกันเต็มที่  แล้วก็ไปเจ๊อะเข้ากับสถานที่หนึ่งที่เตะตาพวกเราดังป๊าบ  แน่นอนว่าพวกเราไม่ได้มองไปที่ที่ไกลอะไรนัก(พึงสังวรณ์สังขารตัวเองฮ่ะ)  ลองสมมติดูนะคะ  สมมติว่าคุณยืนอยู่กลางลานเจษฎาบดินทร์  จากนั้นคุณก็เดินเข้าสักการะพระรุปรัชกาลที่ 3  ทันใดนั้นเองคุณก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น...  เบื้องหน้าของคุณคือวัดราชนัดดา  ส่วนทางขวานิด ๆ คือพระเจดีย์รูปทรงแปลกตาสีดำสนิท  ที่ดูเงาเป็นประกายอยู่กลางแสงแดดนั่นน่ะ!  คงพอรู้แล้วนะคะ  สถานที่นั้นคือ "โลหะปราสาท" นั่นเองค่ะ
    
   หลังจากที่เราสองคนกำหนดจุดท่องเที่ยวกันได้แล้ว  ชีพจรก็ดูเหมือนจะทิ้งดิ่งลงเท้าทันที  แต่ก่อนที่เราจะเดินออกจากบริเวณของลานเจษฎาบดินทร์นั่นเอง  เพื่อนของฉันอีกคนก็เดินทางมาถึงพอดี  และด้วยเวลาที่ยังเหลืออยู่อีกมากมายก่ายกอง  สุดท้ายเราสองสามคนก็เลยตัดสินใจ "หนีเที่ยว" ไปด้วยกัน
   เคยเข้าไปข้างในโลหะปราสาทกันไหมคะ?  ถ้าไม่เคยก็ลองไปเสียนะหรือจะนั่งฟังฉันเล่าเอาก็ได้  แต่ถ้าเคยไป  ก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างคงจะสนุกดี  ในวันนั้น  พวกเราเดินเข้าไปกันด้วยความตื่นเต้น  แหม... พอดูไกล ๆ นี่ไม่น่าใหญ่โตอะไรเลยนะ  แต่คุณลองเดินเฉียดเข้าไปใกล้ ๆ เถิด  แล้วยิ่งถ้าได้เดินเข้าไปด้านในจะยิ่งรู้ซึ้งทีเดียว  ว่ามันไม่เล็กอย่างที่ตาเห็นหรอกจ้ะ  รอบ ๆ ตัวปราสาทจะเป็นกำแพงทึบสีขาว  มีช่องให้เข้าอยู่เป็นระยะ ๆ แต่อย่าหวังเล๊ยว่าจะเดินเข้าไปได้  ทุกช่องมีประตูเหล็กลงกลอนหมด  เข้าได้มันประตูเดียวแหละ  ตอนแรกเราเดินกันยังงง ๆ อยู่เลย  โชคดีหน่อยมีพี่ชายคนหนึ่งแกนั่งเล่นอยู่ตรงม้าหินใกล้ ๆ นั่น  แกเห็นท่าทางเราแล้วคงเดา ๆ ได้ว่าหลงเลยช่วยบอกทางให้  เวลาเข้าไปนี่ต้องถอดรองเท้าค่ะ  ใส่เข้ามะได้นะ  แต่เขามีชั้นวางเพราะงั้นจึงไม่ต้องกลัวถูกใครเหยียบ
    
   พอเดินเข้าไปปุ๊บ  แหม.. ด้านนอกเห็นแต่กำแพงยังไงด้านในก็เห็นอย่างนั้นล่ะ  แถมดูลึกลับซับซ้อนกว่าด้วยซ้ำ  แต่ก็แปลก  ทั้ง ๆ ที่ดูทึมทึบออกอย่างนั้นแต่อากาศกลับเย็นสบาย  ผิดกับข้างนอกลิบเลยล่ะ  แล้วพอเดินผ่านซอกหลืบต่าง ๆ นั่นไป  ตรงกลางก็จะมีบันไดวนมองเห็นได้ถนัดตาทีเดียว  บันไดที่ว่านี่เป็นบันไดไม้มีราวจับ  วนขึ้นไปเรื่อย ๆ เหมือนหอคอยน่ะฮ่ะ  และบันไดนี่แหละที่จะพาเราไปสู่ยอดของโลหะปราสาท  พอพวกเราเห็นเข้าก็ตัดสินใจพุ่งตรงกันไปเลย(ก็เราอยากเห็นยอดบนเร็ว ๆ นิ)  แล้วเราก็ค่อย ๆ กระดืบ ๆ ขึ้นไป ที่ต้องกระดืบน่ะก็ไม่ใช่เพราะอะไรเล๊ย  แค่ไอ้ก๊กนี้มันกลัวความสูงกันนั่นล่ะ  แล้วบันไดก็วนไปเรื่อยไม่จบสักที  ไอ้เราปีนกันกลัวก็กลัวอยากเห็นก็อยาก  แล้วจะทำไงได้มันก็ต้องปีนต่อไปเรื่อย  แต่คนสร้างเขาก็ไม่ได้ใจร้ายนักหรอก  อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้สร้างวนยาวรวดเดียวถึงยอด  พอหมดชั้น  บันไดก็จะมีจุดให้พักหายใจกันนิดหนึ่ง  เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ และแต่ละชั้นนั้นก็จะมีซอกหลืบให้เราได้ซอกซอนกันพอหอมปากหอมคอ  แต่ละซอกละมุมก็จะมีพระพุทธรูปฮ่ะ  หากเมื่อยขาก็เดินผ่อนคลายกล้ามเนื้อกันก่อนได้  หรือถ้ากลัวที่สูงนักก็พักไหว้ท่านกันสักหน่อย  เป็นการเรียกขวัญและกำลังใจไง
    
   พอขาหายสั่นเราก็มุ่งมั่นปีนกันต่อ(พอเป็นเรื่องเที่ยวแล้วเราถึงไหนถึงกัน!)  จนในที่สุดพวกเราก็กระดืบมาถึงชั้น 3 ชั้นสุดท้ายของโลหะปราสาทสมความตั้งใจ  ชั้นบนสุดนี่จะเปิดโล่งฮ่ะ  มองเห็นวิวทิวทัศน์ราชดำเนินสวยเชียวล่ะ(ถ้าอยากรู้เป็นไงต้องไปเอง) เราก็เดิน ๆ ถ่ายรูปกันตรงนั้นตรงนี้พร้อม ๆ กับนับยอดปราสาทไปด้วย  อยากรู้ไหมนับทำไม?  ก็นับ ๆ ไปเพราะความอยากรู้อยากเห็นของเราแหละ  เห็นเขาว่าโลหะปราสาทมี 37 ยอด ตาม "ปีกธรรมแห่งพระอริยเจ้า 37 ประการ" อาจไม่ค่อยคุ้นหู  แต่เรียกอย่างนี้เข้าใจดีกว่า  ภาษาบาลีอ่านยากฮ่ะ  แถมอ่านเสร็จยังไม่เข้าใจอีกว่าแปลว่าอะไร "โพธิปักขิยกรรม" ดูเอาเถิด  แปลออกไหมล่ะ  เอาเป็นว่า  เป็นหลักธรรมที่จะนำไปสู่นิพพานแล้วกัน  พอเขาว่ามาอย่างนี้  ไอ้เราก็เลยอยากรู้ว่ามีสามเจ็ดจริงอ๊ะป่าวพี่  สุดท้ายลองนับ ๆ ดูก็จริงแฮะ  แต่ถ้าไม่เชื่อก็ต้องหาเวลาไปนั่งนับกันเอาเอง 
    
   ถึงจะบอกว่าชั้น 3 นี่เป็นชั้นสุดท้าย  แต่ความจริงแล้วเรียกอย่างนั้นก็ไม่น่าถูก  ควรจะเป็นชั้นเกือบสุดท้ายมากกว่า  เพราะว่าตรงกลางชั้นสามจะมีหอเล็ก ๆ  ทางขึ้นแคบ ๆ แต่บันไดทางขึ้นไม่ได้เตี้ย ๆ อยู่  และตรงนี้แหละที่ถือว่าเป็นยอดของโลหะปราสาท  สำหรับคนที่อยากรู้ว่ายอดบนสุดมีอะไรก็คงจะได้รู้กันเสียที  เราก็ไม่รอช้าฮ่ะ  ไต่กันขึ้นไปต่อทันที  บันไดแต่ละขั้นชันนะ  แคบด้วย  แต่ ณ ตอนนั้นไม่สนไรกันแล้วล่ะ  เอาสนุกเข้าว่าอย่างเดียว  พอขึ้นไปถึงด้านบนจะมีที่แคบ ๆ พอให้นั่งได้  แล้วพอเรานั่งลงไป  เบื้องหน้าของเราก็คือพระธาตุ  นี่ละยอดโลหะปราสาท  เห็นไหม  กว่าจะขึ้นมาสักการะพระธาตุได้นี่ไม่ง่ายนะ  ก็เหมือนหลักธรรมทั้ง 37 ข้อนั่นล่ะ  จะทำให้สำเร็จนี่ไม่ง่ายนะ  แต่พอทำได้แล้วมันก็ชื่นใจ  ลืมเหนื่อยลืมเมื่อยทีเดียวแหละ
    
   แล้วขณะกินลมชมวิวกันเพลินอยู่  ดีไม่ว่าดีโทรศัพท์คุณเพื่อนข้าง ๆ ก็ดังขึ้นมา  แล้วใครโทรมาทราบไหม?  ก็พวกเพื่อน ๆ ข้างล่างล่ะฮ่ะ  บอกว่าอาจารย์มาถึงแล้ว  กำลังจะเข้างานกันอยู่แล้ว  ไอ้เราได้ยินก็ตกใจใหญ่สิ  ตายไหมล่ะ  เที่ยวเพลินจนลืมดูเวลา  ความสงความสูงเลิกกลัวฮ่ะ  เผ่นลงข้างล่างกันแทบไม่ทัน  และที่ร้ายที่สุด  ขาฉันดั๊นมาเป็นตะคริวสองข้างอย่างน่าอนาถแท้  จนท่านเพื่อนซี้ยิ้มล้อสนุกไป "นี่แก่แล้วเรอะ" พูดอะไรประมาณนี้ล่ะ  แหม... ก็คนมันไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย  อะเหอะ  อย่าคิดมากไป  ต่อให้ตะคริวกินยังไงก็บ่ยั่นหรอกฮ่ะ  ยี่ห้อ Milk Tea ซะอย่าง  เรื่องแค่นี้เอง  พอเอามาเทียบกับเรื่องเที่ยวแล้วจิ๊บ ๆ
    
  เอ้อ.. ดูสิ  ว่าจะเล่าเรื่องนิทรรศรัตนโกสินทร์  แต่วกไปแวะที่โลหะปราสาทซะนานเชียว  เอาเป็นว่าขอขยักเอาไว้แค่นี้ก่อน  หนหน้าค่อยมาฟังกันใหม่แล้วกันจะแถมถนนพระอาทิตย์ให้เสียอีกเรื่องเลย  เป็นการแก้ตัว 
    
  แล้วเจอกันวันพรุ่งเถอะค่ะ  เล่าจนคอแห้งเป็นผงแล้ว  ไปหาชาเย็นมาดื่มหน่อยคงจะดี  ว่าง ๆ คุณจะลองไปเที่ยว ๆ ดูบ้างก็ได้นะ  รอบกรุง  รอบพุง ค่ะ  อย่าลืม ^^ 
    
    
 
   

  

 

Colourful

posted on 23 Jul 2010 21:49 by milk-tea

    ตอนนี้ก็เป็นหน้าฝนแล้วแถมยังอยู่ในช่วงเข้าพรรษา(เพิ่งแห่เทียนกันไปหมาด ๆ )  ทำให้เกือบตลอดช่วงหนึ่งวัน  เมฆบนฟ้าจะดูฉ่ำชื้นอิ่มน้ำกันเป็นพิเศษ  บางวันก็มีเสียงฟ้าร้องครืนมาแต่ไกล  หรือในบางวันก็มืดทะมึนมาอย่างน่าหวาดเสียว....

    ทั้ง ๆ ที่เมื่อหน้าร้อนที่ผ่านมาไม่นานนี้  ฟ้ายังสดใสปิ๊งปั๊งอยู่เลยนะคะ ^^

พอคิด ๆ ไป  ฤดูกาลมันก็ดูคล้าย ๆ กับอารมณ์ของคนเรานะ  ผิดกันแต่ว่า  ฤดูต่าง ๆ ก็มีช่วงระยะเวลาของมันซึ่งสามารถคาดเดาเอาได้  แต่คนเรานี่... ในวันหนึ่ง ๆ มีเข้าไปแล้วกี่ฤดูก็ไม่รู้ซี...

    หลายครั้งพออารมณ์อะไรบางอย่างไม่ว่าจะเป็น  รัก  โกรธ  เกลียด  แค้น  เบื่อ ฯลฯ  เกิดพลุ่งพล่านขึ้นมา  มันก็ยากแสนยากเหลือเกินที่จะระงับเอาไว้ให้อยู่  เหมือนกับการพยายามหาทางอุดท่อที่มีรูรั่วอย่างไรอย่างนั้น  แต่หากเราปล่อยให้น้ำไหลออกมาจากท่อเรื่อย ๆ เข้า  ในบ้านเราก็อาจกลายสภาพเป็นน้ำตกไนแองการ่าไปได้ในพริบตา  ซึ่งนั่นก็คงไม่ดีแน่ ๆ  ดังนั้นทางที่ดีที่สุดอาจเป็น  การรีบหาทางอุดมันให้เร็วที่สุดซะไม่ว่าวิธีไหน

   ตอนนี้เราอาจคิดออกหลายวิธีเลยค่ะ  ว่าจะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานั้นดี  แต่เราจะไม่รู้เลยจนกว่าจะถึงวันที่เราได้เข้าเผชิญหน้ากับเหตุการณ์จริง  ว่าเราจะรับมือมันได้จริงหรือไม่  เพราะในบางครั้งวิธีการที่คิด ๆ เอาไว้มันก็ใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติ  สิ่งที่เป็นตัววัดอันแท้จริงนั้นอยู่ที่สติของแต่ละคน

   หากจะพูดเปรียบเอาตัวของคนคนหนึ่งเปรียบกับน้ำในแก้วใส ๆ   เวลาที่อารมณ์ใด ๆ ก็ตามเกิดขึ้นมา  มันก็เหมือนกับการโยนเอาเศษผงหลากหลายสีใส่ผสมลงไปในน้ำนั้น  ถ้าคุณสาดสีแดง  น้ำก็จะกลายเป็นสีแดง  ถ้าคุณสาดสีฟ้า  น้ำก็ย่อมต้องเป็นสีฟ้า...  หรือถ้าคุณสาดสีผสมกันปนเป  น้ำก็ย่อมต้องขุ่นขลั่ก  จนดูไม่ออกว่าเป็นสีอะไร 

   หลายครั้งเราปล่อยให้อารมณ์เข้ามามีอิทธิพลเหลือเกิน  ให้มันแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว  จนกระทั่งสุดท้ายมันก็เติมเต็มเราซะจนล้นปริ่ม  แล้วเราก็เลยลืมไปเสีย  ว่าแท้จริงแล้ว  น้ำในแก้วเป็นสีอะไร... 

   ฉันเองก็ไม่รู้หรอกค่ะ  ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะหยุดน้ำที่รั่วจากท่อ  หรือหยุดการแพร่กระจายของฝุ่นสีได้ดีที่สุด  แต่ว่านะคะ...  ถ้าหากคุณลองทำกล้า ๆ ไปเคาะประตูเรียกใครบางคนที่อยู่ในตัวของคุณเองดูล่ะก็  เขาอาจจะให้คำตอบที่สุดวิเศษกับคุณก็ได้นะ ^^  

  

ป.ล.**จ้องที่จุดตรงกลางนาน ๆ นะคะ ^^

แล้วก็แก่ขึ้นอีกวัน...

posted on 23 Jun 2010 23:54 by milk-tea

   เช้าวันหนึ่ง  ไม่มีอะไรต่างไปจากธรรมดา  พอตื่นขึ้นมาแล้วก็เดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าอย่างเคย  แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร  อยู่ ๆ ก็รู้สึกขึ้นมาว่า  ภาพของตัวเองในกระจกนั้นมันดูแก่จริง ๆ ...

   ไม่ ๆ  ริ้วรอยยังไม่ขึ้นหรอก

   โอ้ No No สายตามันยังดีอยู่นะ

   อะ.. แล้วผมก็ไม่ยังมีสีขาวปะปนเป็นหย่อม ๆ พองามด้วย

แล้วอะไรกันนะที่ทำให้เรารู้สึกไปได้แบบนั้น...  บางทีอาจเป็นเพราะไม่ได้ส่องกระจกมานาน(เห็นหน้าตัวเองเข้าเลยหลอน)  หรือไม่ก็เราอาจจะ "แก่" เข้าแล้วจริง ๆ ?

    หลายคนกระโดดเข้าสู่วัยชราโดยไม่รู้ตัว  ในขณะที่อีกหลาย ๆ คนกลับแทบจะไม่รู้เลยว่าไอ้คำว่าชราเนี่ยมันหมายถึงอะไร  บางทีคุณอาจถามฉันว่า  แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าแบบไหนที่เรียกว่าแก่ ?  ไอ้มาตรวัดความชราเนี่ยมันอยู่ตรงไหนกันเหรอ ?  ทำไมอาม่าที่บ้านเรายังคงดูสดใสปานเด็กวัย 18 ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว 8..ตื๊ด..  แล้วทำไมไอ้เจ้ารุ่นน้องข้างบ้านเรามันดูราวกับแก่กว่าเราสัก  5  ปี

    บางที  ความชราอาจไม่ได้หมายถึงตัวเลขอายุเสมอไป...

เคยมีใครบางคน(ซึ่งคุณคงไม่มีทางรู้ว่าใคร)กล่าวเอาไว้ว่า  แก่หรือไม่อยู่ที่ใจใช่ใบหน้า...  บางทีคนที่ปล่อยให้ใจแก่ก่อนหน้าอาจชราภาพยิ่งกว่าคนที่หน้าแก่ก่อนใจ

    พอลองดูหน้าตัวเองในกระจกดี ๆ แล้ว...  ฉันก็สงสัยอยู่นิด ๆ ว่าตอนนี้ตัวเองอายุเท่าไหร่  18  หรือ 8.. ตื๊ด..ตื๊ด...ตื๊ด...  อะไรบางอย่างมันหายไปรึเปล่านะ ?

ว่ากันตามธรรมชาติ  เด็กทุกคนต้องเป็นผู้ใหญ่  และผู้ใหญ่ทุกคนก็ล้วนมาจากเด็ก  ดู ๆ ไปแล้วก็สมดุลกันดี... แต่อะไรกันล่ะที่เป็นจุดแตกต่างแทรกกลางระหว่างสองช่วงวัย  บางที  อาจเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ประสบการณ์"

เคยมีคนกล่าวว่า(อีกแล้ว..)  เด็กจะ"ตัด"สินความถูกผิดดังฉับโดยใช้ดาบที่มีชื่อว่า "ความคิดส่วนตัว" ส่วนผู้ใหญ่นั้นจะ"ตัด"สินความถูกผิดดังฉัวะด้วยดาบที่มีชื่อว่า "ประสบการณ์"

ข้อความนี้จะจริงเท็จแค่ไหน... ฉันก็คงจะบอกคุณไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เป็นนิยามของศัพท์ที่เขียนไว้ในพจนานุกรม  และไม่ได้เป็นทฤษฎีบทหรือข้อกำหนดตายตัวใด ๆ ทั้งสิ้น   แต่มันเป็นเพียงแค่คำพูดของคนคนหนึ่ง...  เป็นเพียงเท่านั้นเอง 

    ความคิด  กับ  ประสบการณ์  สองสิ่งที่ทุกคนต่างก็มีติดตัวเหมือนเป็นเงินในกระเป๋า  มากบ้าง  น้อยบ้าง  ก็ตามแต่ว่ากระเป๋าใครจะรั่วจะปิดกว่ากัน   อาจจะพอเปรียบได้ว่าความคิดเป็นเหมือนเหรียญ  ประสบการณ์เป็นเหมียน.. เอ๊ย..เหมือนแบงค์(ซึ่งไม่ใช่ธนาคาร)   ถ้ามีเหรียญในกระเป๋ามากเกินไป  มันก็จะทั้งตุงทั้งหนักจนคนถือแทบอั๊ก  แต่ถ้ามีแต่แบงค์มากเกินไป  เวลาจะใช้จ่ายอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะมีปัญหา(เช่น เวลาจะกดกระดาษชำระแบบตู้ที่อยู่หน้าห้องน้ำ)  ดังนั้น  ทั้งสองอย่างมันจึงควรที่จะ "พอดี ๆ" กัน

แล้วแบบไหนล่ะที่เรียกว่า"พอดี ๆ" ?  บางทีเจ้าคำศัพท์คำนี้อาจเป็นคำที่หาความหมายมาอธิบายได้ยากที่สุดก็ได้

ฅนทุกฅนต่างต้องการความ "พอดี ๆ" ในทุกอย่าง  แต่มันน่าเศร้าตรงที่ว่า  มีกี่คนกันที่เข้าใจในความหมายของมันจริง ๆ  

    มีคนกล่าวอีกว่า  เมื่อตอนที่เรามีความคิดเป็นของตัวเอง  เรายังขาดประสบการณ์  แต่พอมาถึงวันที่เรามีประสบการณ์  เรากลับขาดความคิดที่เป็นของเราเอง   ใครจะนึก...ว่าเวลาทำให้เราลืมได้แม้กระทั่งความคิดของตัวเอง... 

มองใบหน้าของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกห้องน้ำอีกที...  ไม่ค่อยแน่ใจว่าตอนนี้มีเศษเหรียญเล็ก ๆ ติดตัวอยู่สักเท่าไหร่  ในขณะที่แบงค์ค่อย ๆ พอกพูนขึ้นทุกวัน

     บางที... อาจควรเดินเข้าไปถามอาม่า...

     ท่านอาจจะใจดีแบ่งเศษเหรียญที่มีอยู่ในกระเป๋าให้บ้างก็ได้...