Milktea

เรื่องรก ๆ

posted on 17 Jan 2010 11:15 by milk-tea  in Milktea

สวัสดีนะคะคุณลูกค้า  วันนี้ร้านของฉันก็ยังคงเปิดประตูต้อนรับคุณเช่นเคย...

  วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่สบายดีนะคะ  อากาศเย็น  แดดไม่แรงมาก  เหมาะที่จะทำกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ  ภายในบ้าน  คุณคิดแบบนั้นไหมคะ?  ตอนนี้ฉันกำลังถือโอกาสจัดร้านใหม่อยู่ค่ะ  ของมันรกมากจนทนไม่ไหว  55+   เพราะงั้นคุณเองก็เดินระวัง ๆ หน่อยนะ  อ๊ะ!  ระวังจะสะดุดกองหนังสือตรงนั้นค่ะ  แหม... บอกแล้วไงคะว่าของมันรก

  พอได้ลองรื้อ ๆ ของใช้ต่าง ๆ ออกมาถึงได้รู้ค่ะ  ว่าตัวเองนี่มีข้าวของเยอะแยะไปหมดเลย  ซึ่งบางอย่างก็ซื้อมานานมากจนแทบลืมไปแล้ว  ยิ่งพวกของกระจุกกระจิกยิ่งไม่ต้องพูดถึง  เห็นอีกทีแล้วงงตัวเองจริง ๆ ค่ะว่าซื้อมาทำไม(ฮา)  เฮ้อ...  ถ้าหากวันไหนฉันเกิดถูกของใช้ตัวเองฝังทั้งเป็นอยู่ในร้าน  ก็กรุณาโทรเรียกปอเต๊กตึ๊งให้ทีเถอะค่ะ  55  

  พอหลังจากที่รื้อของออกมาเสร็จแล้ว  ต่อไปก็ถึงขั้นตอนคัดแยก(แหม.. ใช้ศัพท์ซะ)  หรือก็คือ  แยกระหว่างของที่เราใช้กับของที่สมควรจับทิ้งออกจากกันนั่นเอง  ซึ่งในขั้นตอนนี้ต้องคอยเตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่า  อย่าเสียดายหนอ..  อย่าเสียดายหนอ..  หรือไม่ก็  หาผ้ามาปิดตาซะแล้วจับยัดถุงโลดค่ะ  เพราะไม่อย่างนั้น  สุดท้ายอาจต้องดับอนาถคาร้านได้(ไม่งามฮ่ะ ไม่งาม 55+)    

  เอาล่ะ...  แยกของแล้ว  ทีนี้ก็จัดแต่งตามอำเภอใจได้แล้วค่ะ  เก็บของใช้ทุกชิ้นเรียงเข้าที่ให้สวยงามด้วยหลักการที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาแล้วว่าได้ผลมากที่สุดคือ  ตรูพอใจตรงไหนก็ใส่มันตรงนั้น! 55+(โดนตบหัว )

  แท่น  แท๊น

แหม..  เป็นไงบ้างคะ  สะอาดเรียบร้อยขึ้นเยอะเลยใช่ไหม?  วะฮ่า ๆ ๆ ๆ(เลียนแบบหน้ากากแอคชั่น)  ต่อไปฉันก็จะได้ใช้ชิวิตแบบไม่มีข้าวของมารกหูรกตาได้แล้ววว(แถมไม่เสี่ยงต่อการขึ้นหน้าหนึ่งด้วย เฮ!!)

  เมื่อเรามีบ้าน มีข้าวของ  สิ่งสำคัญก็คือ  การจัดแต่งของใช้พวกนั้นให้เป็นระเบียบ  เพื่อความสดชื่นสบายใจสบายตาของคนที่อยู่ในบ้าน...  แล้วหากลองเปรียบกับชีวิตเราเองเล่าคะ?  ตัวเราก็เหมือนกับบ้านหลังหนึ่ง  ที่มักจะมีข้าวของเครื่องใช้เพิ่งพูนขึ้นเรื่อง ๆ   ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น  จนนาน ๆ เข้า  มันก็เยอะขึ้น ๆ จนแทบจะกลบฝังเราอยู่รอมร่อ   ดังนั้นแล้ว  นาน ๆ ครั้งเราก็ต้องหาโอกาสจัดการจัดมันให้เข้าที่เข้าทางบ้างนะคะ

  โลกภายนอกนั้นมีเรื่องมากมาย  ที่เราเองต่างก็รับมันเข้ามาทุกวัน ๆ โดยที่รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง  มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้...  แต่อย่างน้อย ๆ หากเรารู้จักที่จะคัดแยก  จับทิ้ง  และจัดใหม่  ก็คงจะไม่ต้องพบกับจุดจบอนาถอย่างที่ฉันเกือบจะพบเมื่อสักครู่ 

  เอ้า...  รีบเถอะค่ะ

รีบจัดก่อนที่มันจะล้มทับเรานะคะ

อ้อ... ยังไงก็หาผ้าปิดปากกันฝุ่นกันหน่อยก็ดีนะคะ

edit @ 17 Jan 2010 12:04:00 by Milk-Tea

ความสุขในวันนี้

posted on 14 Nov 2009 22:13 by milk-tea  in Milktea

   สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่ร้านของฉันเหมือนเคยนะคะ ^^  ตอนนี้ก็เข้าหน้าหนาว ๆ ร้อน ๆ แล้ว ยังไงก็รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

   ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว  ฉันก็เลยเข้ามาในร้านบ่อยมากไม่ได้  ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะขี้เกียจด้วย 5555+ ก็แหม _ _ _ กว่าจะกลับถึงบ้านมันก็เย็นนี่นา ไหนจะการบ้านอีกล่ะ  _ _ _ (อ้างเข้าป๊าย....)  555+  แต่ไม่ว่ายังไง  ฉันก็คิดถึงคุณและร้านนี้เสมอเลย  สุดท้ายก็ต้องหาเวลาเข้ามาจนได้ล่ะคะ

   นาน ๆ ทีจะได้พบกันที  มานั่งคุยกันสักนิดดีไหมคะ?  นั่งคุยเรื่องสบาย ๆ กัน แล้วฉันจะชงชานมร้อน ๆ ให้กับคุณเองนะคะ

   อืม _ _ _  ตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่แล้วคะ? อะ _ _ _ ฉันไม่ได้ตั้งใจถามอะไรเสียมารยาทนะคะ  คือว่า... ไม่ต้องตอบฉันก็ได้ค่ะ   แต่ฉันจะบอกคุณว่า  ตอนนี้ฉํนอายุ 17 ปีแล้วค่ะ !!!  แต่ฉันรู้สึกว่าตัวเองโตแต่ตัวยังไงไม่รู้สิ 555+   ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเลือกทางเดินในอนาคตค่ะ  อาจดูเหมือนว่าฉันเป็นคนวิสัยทัศน์แคบ....  แต่ก็นั่นล่ะค่ะ  ฉันยังไม่รู้เลย  ว่าจะเข้าคณะอะไรดี  อืม.... รู้สึกว่ามีหลายคนที่เป็นกังวลกับเรื่องนี้มากทีเดียว   แต่ที่แย่ก็คือ   ไม่รู้ว่าเพราะอะไร  ฉันไม่รู้สึกกังวลเลยเลยแฮะ

   จริง ๆ ที่ฉันพูดว่าไม่กังวลนั้น  มันก็ไม่จริง100%หรอกค่ะ  ฉันเองก็เหมือน ๆ กับคนอื่นล่ะ  มีอยู่ช่วงใหญ่ ๆ เหมือนกันที่ฉันคิดมากเรื่องนี้  พยายามค้าหา  ถึงตัวเองในอนาคตข้างหน้า  พอมองดูคนอื่นเค้าจริงจังกันมาก ๆ ก็รู้สึกผิดเวลาตัวเองปล่อยตัวตามสบาย  555+  ฉันเคยลองพยายามเปลี่ยนตัวเองนะ ลองจัดตารางเวลา  ทำทุกอย่างอย่างมีแบบแผน  พยายามทำโจทย์เลขที่ตัวเองเกลียดแสนเกลียดให้ได้มากที่สุด _ _ _  5555+ แต่ก็น๊า...... บอกตามตรงเลยค่ะ  มันเหนื่อยมากจริง ๆ  จนฉันชักงงตัวเอง  แหม _ _ _ ทำไปได้นะเรา  ถ้าต้องทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ฉันคงเหี่ยวแห้งตายแน่ค่ะ  ทำไมน่ะหรือ  ก็มันไม่ใช่ตัวฉันน่ะสิคะ

   คนเรามีตัวตนที่แตกต่างกัน   ฉันอาจเลียนแบบตัวตนของคนอื่น ๆ ได้  แต่ก็ได้แค่เลียนแบบเท่านั้น ฉันไม่สามารถ "เป็น" ได้หรอกค่ะ  555+  ใช่  ฉันคิดว่านั่นไม่ใช่หนทางที่นำไปสู่อนาคตที่ฉันต้องการหรอกค่ะ  555+ ฟังดูอวดเก่งไปหน่อยไหมคะนี่ _ _ _

   ฉันเชื่อว่าหนทางที่จะก้าวเดินไม่ได้มีทางเดียว  เราทุกคนมีสิทธิ์คิดมีสิทธ์สร้างมีสิทธ์เลือกและมีสิทธ์เชื่อ  ทางใดที่จะนำไปสู่จุดหมายได้?  อยากรู้มันก็ต้องลองดูด้วยตัวเองเท่านั้นค่ะ  ส่วนฉัน  ฉันพอใจที่จะทำแบบค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ในแบบของฉันค่ะ  จริงจังบ้าง  ปล่อยเลยบ้าง  ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่ามันถูกรึปล่าว  แต่ฉันเบื่อที่จะไล่ตามและวิ่งเร็ว ๆ ตลอดเวลาค่ะ  555+ 

   ก็ว่าไปล่ะนะคะ......  ฉันคิดว่าฉันไม่ใช่คนที่สามารถสร้างความสุขได้  ฉันเป็นเพียงคนที่พยายามเก็บเกี่ยวความสุขจากทุกสิ่งให้ได้มากที่สุดเท่านั้นเอง   555+  ค่ะ  จะยังไงก็เถอะ  ขอเพียงคงความเป็นเราเอาไว้ได้  ไม่ว่าเมื่อไหร่  ความสุขก็คงไม่วิ่งหนีหายไปหรอกค่ะ  

   สุดท้าย  ทางที่ฉันเลือกจะนำไปสู่จุดหมายที่ดีได้หรือไม่นั้น  มันก็เป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องลุ้นเอาเอง   ^^   แต่ยังไงก็ขออวยพรให้กับคุณนะคะ   อ้อ..... แล้วก็เอาใจช่วยด้วย   เราต่างก็กำลังต่อสู้อยู่เช่นกันค่ะ

 จะบอกความลับของฉันให้นะคะ _ _ _  ถ้าหากคุณสู้อย่างสนุกสนานล่ะก็  จะไม่รู้สึกเหนื่อยสักนิดเดียวเลยล่ะค่ะ^^

 

edit @ 14 Nov 2009 23:03:00 by Milk-Tea

ของฝากจากงาน

posted on 23 Oct 2009 10:34 by milk-tea  in Milktea

   สวัสดีตอนเช้าค่ะ   วันนี้อากาศเย็นจังเลยนะคะ(จริง ๆ ก็เย็นมาหลายวันแล้วล่ะนะ)   คงเข้าหน้าหนาวจริง ๆ แล้วล่ะ 555+  แล้วฉันก็จวนจะเปิดเทอมแล้วด้วยค่ะ   แต่ไม่เป็นไร  ตอนนี้ยังเข้ามาเปิดร้านได้อยู่  ก็สนุกให้หนำใจก่อนดีกว่าเนอะ  อ้อ_ _ _  วันนี้ฉันมีเรื่องที่อยากเล่าให้คุณฟังมาก ๆ เลยค่ะ  แล้วก็ยาวมาก ๆ เลยด้วย  อย่าเพิ่งรีบเบื่อกันนะคะ

   เมื่อวานซืนนี้ฉันไปเที่ยวงานหนังสือมา(อีกแล้ว)ค่ะ   ไปตั้งแต่เช้ากันเลยทีเดียว  555+ ตั้งแต่งานยังไม่เปิดแล้วก็นั่งรอไปจนเปิด   นี่ไม่ใช่ว่าเพราะฉันเห่องานหรืออะไรแบบนั้นนะค๊า  แต่เป็นเพราะฉันชอบเท่านั้นเอง

   จริง ๆ คราวนี้ฉันนัดเพื่อนเอาไว้ด้วยค่ะ   แต่ฉันนัดเธอเอาไว้ตอนสิบโมง  อืม_ _ _ ที่ทำแบบนี้ก็เพราะว่าฉันอยากจะลองเดินงานคนเดียวดูก่อนน่ะค่ะ 555+ (เป็นโรคจิตอ่อน ๆ)  แล้วอีกอย่างฉันเองก็ชอบการรอคอยด้วย  ก็_ _ _  เวลาที่เราต้องนั่งรอใครคนหนึ่ง  มันเป็นช่วงที่อะไรก็ดูเหมือนหยุดนิ่งไปหมด  เวลาเองก็เดินช้าลงด้วย  เป็นความรู้สึกผ่อนคลายแบบแปลก ๆ น่ะค่ะ

   ค่ะ  แล้วฉันก็เดินเล่นรอเธอไปเรื่อย  จนรอบงานแล้วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคุณเธอเลย(ฮา)   แล้วในระหว่างที่เดินรออยู่นั้น  ฉันก็ซื้อนู่นซื้อนี่ไปเรื่อยเปื่อย  งานตอนเช้า ๆ นี่คนน้อยนะคะ  เวลาเดินแล้วรู้สึกเหมือนเป็น VIP เลย 555+  บูธหนังสือบางสำนักพิมพ์ที่ปกติจราจรแออัด  ตอนนี้ก็โปร่งโล่งสบาย  เข้าออกได้ง่ายจนน่าตกใจเลย   ค่ะ   แล้วฉันก็แวะซื้อ Post Card ด้วย  เดินเลือกอยู่ตรงแผงคนเดียวไม่มีคนอื่นแทรกแซงเลย  เหอ ๆ ๆ  ครอบครอง ค่ะ ครอบครอง

    หลังจากเดินอยู่นาน  ก็ได้เวลามาหาที่นั่งพักขาค่ะ   เหอ ๆ ๆ   ก็เอกเขนกตรงพรมที่อยู่ด้านหน้านั่นล่ะ  เฮ้อ ๆ_ _ _ สบายมาก ๆ ฮ่ะ   หลังจากนั้นก็ค่อยงัดเอาปากกาในกระเป๋าออกมาแล้วก็นั่งเขียน Post Card ค่ะ  ว่าจะส่งเนื่องในโอกาสมาเที่ยวงานหนังสือ(ไกลมาก?) 555+  ยังไง ๆ มันก็เที่ยวเหมือนกันนี่คะ

    เวลาค่อย ๆ ผ่านไป  ฉันนั่งเล่น นอนเล่น กลิ้งเล่น And หลับไปหลายตื่น   ในที่สุดคุณคนที่ฉันรอคอยก็โทรเข้ามาหาฉัน!!!  โอ้_ _ _ จุดพลุฉลอง   ฉันกดรับโทรศัพท์แล้วก็ได้ยินเสียงพูดส่งมาตามสายว่า_ _ _ ขึ้นรถไฟฟ้าแล้วล่ะ  รอก่อนนะ.........   A B C D E.....  นี่สรุปว่ายังมาไม่ถึงใช่มั้ยเอ่ย?   ฉันหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดกรอกลงไปตามสาย  อื้อ.. ตกลง ๆ Ok  ได้เลย _ _ _  ฉันเก็บของเข้ากระเป๋า ลุกขึ้นจากพรม  แล้วเดินไปซื้อกาแฟเย็นจากร้านข้าง ๆ ซึ่งมันอร่อยมาก ๆ เลยค่ะ   ฉันดูดกาแฟรอไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกง่วงขึ้นมาตงิด ๆ_ _ _  เปลือกตาของฉันชักดื้อ  ไม่ยอมฟังคำสั่งฉันเสียแล้ว   และก่อนที่มันจะค่อย ๆ ปิดลง  เสียงโทรศัพท์เครื่องเล็กในกระเป๋าก็ดังขึ้นมา _ _ _

    ในตอนนี้ฉันกำลังเดินงานอยู่กับ "เธอ" ค่ะ   ก่อนหน้านั้นฉันซื้อของที่อยากได้ไปแล้วก็จริง   แต่ก็มีที่กั๊กเอาไว้ด้วย(รอไว้ซื้อพร้อมกัน) 555+  เราเดินงานกันไปเรื่อย ๆ จนหมดแรงจะเดินต่อ(แรงทรัพย์)   แล้วเราก็ได้ของที่ต้องการกันครบแล้วด้วย_ _ _

    อืม _ _ _  เรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้  ถ้าคุณรู้เข้าแล้วกรุณาเหยียบเอาไว้ให้มิดติดดินเลยนะคะ  อย่าให้หลุดไปทีเดียวนะคะ  ถ้าพ่อกับแม่รู้เข้าฉันจะแย่เอานะคะ   เรื่องมันมีอยู่ว่า.......นะคะ  5555+

    ค่ะ  เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเดินไปไหนกันดีแล้ว  เราสองคนก็เลยตัดสินใจเดินออกนอกงานกันค่ะ   ก่อนอื่นฉันก็ต้องขอบอกก่อนว่า  ปกติแล้วเวลามางานหนังสือ  ฉันมักจะมากับที่บ้านหรือไม่ก็เพื่อน(แต่ไม่ใช่เธอที่กำลังเดินกับฉันนะคะ)  แล้วก็จะมุ่งเดนงานหนังสืออย่างเดียว  แต่เช้าจรดเย็นแล้วก็กลับบ้าน_ _ _   แต่จริง ๆ ฉันเองก็มีความฝันบางอย่างที่แอบคิดไว้อยู่ลึก ๆ   ซึ่งในวันนี้ _ _ _  เป็นโอกาสดีทีเดียวค่ะ

    หลังจากคิด ๆ อยู่นาน  ฉันลองตะล่อม ๆ ถามคนข้างกาย   รู้จักห้องสมุดมารวยไหม?  ค่ะ  ซึ่งไม่รู้จักห้องสมุดชื่อนั้น  แล้วคุณล่ะคะ  เคยไปหรือเปล่า?   ห้องสมุดมารวยนั้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ค่ะ  ข้าง ๆ กับงานหนังสือนั่นล่ะ  นี่เป็นหนึ่งในความฝัน  ที่ฉันคิดไว้นานแล้ว  ว่าอยากจะลองเข้าไปดูตอนไปงานหนังสือ   ค่ะ  แล้วเธอคนนั้นก็ตกลงเดินไปกับฉันค่ะ   ตอนแรก  เราเดินเข้าไปในห้องสมุดแล้วหาที่นั่งพักกัน  แล้วก็คุยกันเบา ๆ (แต่จริง ๆ แล้วเขาห้ามส่งเสียงนะคะ)  เราก็คุยโน่นนี่กันจนเพลิน  จนขาหายเมื่อยแล้ว  ฉันจึงชวนเธอขึ้นไปบนคาเฟ่ที่อยู่ติด ๆ กันค่ะ   เธอสั่งช็อคโกแลตปั่น  ส่วนฉันสั่งลาร์เต้  แล้วเราก็นั่งคุยกัน   ฉันรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้ามากค่ะ ต่างไปจากวันปกติธรรมดาที่ฉันไม่มีอะไรทำ   เราคุยกันอย่างสนุกทีเดียว   มารู้สึกตัวอีกที  ก็ตอนที่ต่างฝ่ายต่างจัดการเครื่องดื่มตัวเองหมดนั่นล่ะค่ะ(ฮา)

    พอเราตัดสินใจกันว่าจะลุก  อยู่ ๆ ฝนก็ตกลงมาซะงั้น _ _ _   5555+ เราก็เลยต้องนั่งลงต่อตามระเบียบ   เธอบอกกับฉันว่า  เธอไม่ชอบเวลาฝนตกเลย  ฉันหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร  จริง ๆ แล้วฉันชอบเวลาที่ฝนตกค่ะ  เพราะฝนมักช่วยต่อช่วงเวลาบางอย่างให้ยาวนานขึ้นอีกนิดเสมอ

    หลังจากฝนหยุดแล้วเราก็เดินออกจากห้องสมุดกันค่ะ  แล้วกลับเข้าไปในงานอีกครั้ง  ตอนที่เดินเข้าไป  คุณยามที่ยืนอยู่หน้าประตูเขาพูดว่า ยินดีต้อนรับอีกครั้งครับ  แล้วยิ้มให้เราด้วยค่ะ   ดูเหมือนว่าคุณยามจะจำหน้าพวกเราได้ด้วยค่ะ  สงสัยว่าเราจะเดินเข้าเดินออกบ่อยเกิน 555+   ค่ะ  ที่กลับเข้ามาในงานนี้  เป็นเพราะฉันอยากได้แสตมป์ค่ะ  เอาไปทำไมน่ะหรือคะ?  ก็เอาไปติด Post Card ที่จะส่งยังไงคะ ไม่รู้ทำไม  แต่ฉันอยากจะส่งที่งานนี้ให้ได้เลยค่ะ   ฉันเล่าเรื่องส่ง Post Card นี้ให้เธอฟังแล้ว  แล้วเธอก็บอกว่าจะช่วยฉันค่ะ   แล้วเราสองคนจึงตัดสินใจเดินไปที่บูธของไปรษณีย์ไทยค่ะ   ฉันเคยเห็นพ่อมาซื้อแสตมป์ที่นี่  แต่เป็นแสตมป์เป็นชุดแบบซื้อเก็บน่ะค่ะ  ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะมีแสตมป์แบบซื้อใช้รึปล่าว?

   เรายืนมองบูธกันอยู่นาน  ไม่รู้เพราะอะไร  แต่ฉันอายที่จะเข้าไปถามยังไงไม่รู้สิคะ  แต่ไม่ว่ายังไง  ฉันก็อยากจะส่งในงานนี้นี่คะ  แล้วนี่ก็เป็นเรื่องของฉันเองด้วย   เธอคนนั้นเองก็บอกว่าจะไปเป็นเพื่อนฉัน _ _ _  เอาล่ะค่ะ !  ยังไงก็ต้องส่งให้ได้ทีเดียว   แล้วฉันก็ตัดสินใจเดินเข้าไปถามคุณพนักงานค่ะ   เมื่อได้ยินคำถามของฉัน  คุณพนักงานก็ยิ้มให้อย่างใจดี  แล้วก็บอกให้พวกเราเดินลงไปชั้นล่างสุดของศูนย์ประชุมค่ะ  จะมีไปรษณีย์อยู่ด้านล่าง  55555+  แล้วในที่สุดก็ได้แสตมป์มาครอบครองค่ะ  ฉันรีบแปะแสตมป์ลงโปสการ์ดแล้วพวกเราก็จูงมือกันเดินออกไปหน้าศูนย์ประชุมค่ะ  ที่ตรงนั้นจะมีตู้ไปรษณีย์สีแดงแจ๋ตั้งอยู่   ฉันหยิบโปสการ์ดออกมา  ก่อนลงมนต์555+ ขอให้ไปถึงทีเถอะค่ะ  บางทีฉันก็รู้สึกกังวล _ _ _ เวลาที่ส่งจดหมาย  ว่าสิ่งที่ฉันส่งไปนั้น จะไปถึงมือของผู้รับรึปล่าวนะ?  แต่  คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ  คราวนี้ต้องถึงแน่นอน  ก็ลงอาคมไปแล้วนิ  เหอ ๆ ๆ

   หลังจากส่งไปแล้ว  เธอคนนั้นก็มองหน้าฉันยิ้ม ๆ ก่อนถาม  อยากจะไปไหนต่อล่ะ?  ฉันยิ้มแป้นกับคำถามนั้นเลยค่ะ  อีกที่หนึ่งที่ฉันเฝ้าฝันก็คือ  สวนเบญฯนั่นเองค่ะ   ปกติแล้วฉันเคยแต่มองแล้วก็ฝันว่าได้เข้าไป   แต่วันนี้ล่ะค่ะ !  ข้าน้อยไม่ยอมหรอก  ต้องเข้าให้ได้เล๊ย !!  แล้วเราสองคนก็ออกเดินทางค่ะ

   เนื่องจากไม่เคยเข้ากันมาก่อนทั้งคู่  เราจึงตัดสินใจเดินออกไปที่ทางเท้าค่ะ  แล้วหลังจากนั้นก็ เดิน เดิน เถอะเรา 555+  เดนไปเรื่อย ๆค่ะ    ไม่อยากจะพูดเลยค่ะ   ไอ้ตอนแรก ๆ น่ะสนุกแต่พอเดินไปสักพัก  อื้อหือ _ _ _ เดินมาก็ออกไกล ประตูมันอยู่ไสล่ะเนี่ย?  แล้วหลังจากนั้นไม่นาน   เราก็รู้ซึ้งถึงความรู้สึกของชารีฟและมิเชลในฟ้าจรดทรายเลยฮ่ะ  ผิดกันก็แต่  ที่นี่เป็นทางเท้าในกรุงเทพฯ  เหอ ๆ ๆ ถ้าหากเป็นทะเลทรายอย่างในเรื่องคงนรกกว่านี้หลายล้านเท่า   และในระหว่างที่เราขาลากอยู่นั้น  เราก็ไปพบเข้ากับพี่สาวสองคนเดินอยู่ด้านหน้าเราในสภาพที่ไม่ต่างกันค่ะ   แล้วเพื่อนของฉันก็เดินเข้าไปถามพี่สาวหนึ่งในสองคนว่าทางเข้าเนี่ยมันอีกไกลมั้ย ค่ะแล้วคำตอบที่เราไดมาก็คือ  พี่สาวเขาก็กำลังหาทางเข้าไปเหมือนกันค่ะ  พอได้ยินอย่างนั้น ต่างฝ่ายต่างหัวเราะกันเต็มที่เลยค่ะ  แล้วพวกเราก็เลยเดินไปพร้อมกัน  ฉันกับเธอก็เดินดุ่ม ๆ กันไม่มองดินฟ้า _ _ _  พอรู้สึกตัวอีกที  เราก็ห่างกลุ่มของพวกพี่สาวมามากแล้ว

   ในที่สุด _ _ _   ความพยายามก็บรรลุผล   ประตูทางเข้าอยู่เบื้องหน้าเราสองคนแล้วค่ะ !   เรารีบเดินเข้าไปข้างใน  แล้วสิ่งที่อยู่ภายในนั้นก็คุ้มค่ามากเสียด้วยค่ะ   สวนกว้างมาก ๆ รายล้อมไปด้วยต้นไม้สีเขียว  แถมมีสระน้ำอีกต่างหาก    ในขณะนี้บรรยากาศรอบข้างชุ่มฉ่ำเพราะฝนเพิ่งหยุดตกไป   สวยมากจริง ๆ ค่ะ _ _ _  พอมองเหนือยอดไม้ขึ้นไป   ก็เห็นป่าคอนกรีตที่อยู่ภายนอก  เป็นความแตกต่างเหมือนคนละโลก  แต่ก็ดูเข้ากันนะคะ

    เมื่อเราเข้ามาด้านในแล้ว  ก็ยังต้องเดินย้อนกลับขึ้นไปอีก  เพราะจุดหมายของเราคือเรือเป็ดค่ะ!  ฉันอยากจะลองถีบเรือเป็ดดูสักครั้งมาก ๆ เลย   แต่มีอย่างหนึ่งที่รู้สึกได้เลยนะคะ  เมื่อมาเดินด้านในแล้ว  รู้สึกสบาย  แล้วก็เดินได้เร็วกว่าด้านนอกเยอะเลยค่ะ

    แล้วเราก็เดินมาถึงที่เช่าเรือ  เราตกลงเช่ากันสามสิบนาที  แล้วเจ้าของร้านก็พาเราไปเลือกเรือค่ะ   มีเรือแบบเป็นเป็ดสองหัวกับเป็ดหัวเดียว  555+  เรามากันสองคนก็จริง  แต่ก็เลือกเป็ดหัวเดียวค่ะ(ฮา)

    คงเป็นเพราะฝน   ทำให้ตอนนี้ที่พื้นน้ำมีหมอกอยู่จาง ๆ ค่ะ   เหมือนกับกำลังล่องเรืออยู่กลางทะเลหมอกเลยนะคะ 555+  ไม่น่าเชื่อเลย  ว่าที่แห่งนี้จะอยู่ในกรุงเทพฯ   ถ้ามีอีกเยอะ ๆ ก็คงดีไม่น้อยเลย  ว่าไหมคะ?

    เราก็ถีบเป็ดกันไปเรื่อย ๆ แล้วก็โฉบเข้าไปใกล้ ๆ ฝั่งศูนย์ประชุมค่ะ   เหอ ๆ ๆ จุดหมายก็คือหาทางออกที่ใกล้กว่าทางเข้า 5555+  แล้วก็เจอจริง ๆ ซะด้วยค่ะ  ตรงรั้วที่คั่นระหว่างสวนกับศูนย์  จะมีประตูเหล็กเล็ก ๆ ที่เปิดปิดตามเวลาอยู่ค่ะ   แล้วในตอนนั้นเป็นเวลาสี่โมงเย็น  เวลาประตูเปิดรอบเย็นพอดี  เราก็เลยยิ้มกันอย่างดีใจ  ก็แหม  _ _ _  ไม่ต้องเดินไกลกันแล้วนี่คะ   แล้วในตอนที่เรากำลังจะถีบเป็ดกลับ   เราก็ได้พบกับกลุ่มพี่สาวกำลังถีบเรือกันอยู่เช่นกันค่ะ   ต่างฝ่ายต่างก็มองกันงง ๆ   แล้วเราก็โบกมือให้พี่เค้าค่ะ  พี่เค้าก็ยิ้ม ๆ แล้วโบกมือกลับ  สุดท้ายเราก็กลับขึ้นฝั่งกัน  แต่ดูเหมือนว่าฉันจะชินน้ำเข้าแล้วค่ะ  ยืนทีงี๊ตัวโคลงเลย 555+

     หลังจากออกจากสวนแล้ว เราก็เดินเข้าศูนย์  แล้วไปเอกเขนกกันบนพรมด้วยสภาพหมดแรงข้าวต้ม  ต่างคนต่างรื้อกระเป๋าขุดหนังสือตัวขึ้นมาอ่าน   แต่ฉันแทบไม่ได้สนใจหนังสือเลย   ฟ้าด้านนอกเริ่มมืดแล้ว  วันนี้คงใกล้จะจบลงแล้วล่ะค่ะ  ฉันยิ้มกับตัวเอง  วันนี้เป็นหนึ่งในวันพิเศษที่ฉันเคยมี   สิ่งไม่น่าเชื่อหลายอย่างเกิดขึ้นในวันนี้   และกำลังจะสิ้นสุดลงไป   เหมือนกับเวลาอ่านหนังสือสักเล่ม  ต่อให้สนุกมากแค่ไหน  ก็คงต้องมีตอนจบ

      แหม _ _ _  แต่ก็นั่นล่ะค่ะ  ฉันมีวันนี้วันเดียวเมื่อไหร่?  ยังมีวันอื่น ๆ อีกหลายวัน  มีอะไรต่อนิอะไรอีกหลายอย่างที่อยากทำ   เมื่อจบไปแล้ว  ก็เริ่มใหม่อีกได้  ชีวิตจริงมันสนุกกว่าหนังสือก็ตรงนี้ล่ะค่ะ  คุณคิดแบบนั้นไหมคะ? 

ฉันถีบเป็ดที่นี่ล่ะค่ะ (ฮา)

edit @ 23 Oct 2009 12:23:31 by Milk-Tea