สวัสดีตอนเช้าค่ะ วันนี้อากาศเย็นจังเลยนะคะ(จริง ๆ ก็เย็นมาหลายวันแล้วล่ะนะ) คงเข้าหน้าหนาวจริง ๆ แล้วล่ะ 555+ แล้วฉันก็จวนจะเปิดเทอมแล้วด้วยค่ะ แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้ยังเข้ามาเปิดร้านได้อยู่ ก็สนุกให้หนำใจก่อนดีกว่าเนอะ อ้อ_ _ _ วันนี้ฉันมีเรื่องที่อยากเล่าให้คุณฟังมาก ๆ เลยค่ะ แล้วก็ยาวมาก ๆ เลยด้วย อย่าเพิ่งรีบเบื่อกันนะคะ
เมื่อวานซืนนี้ฉันไปเที่ยวงานหนังสือมา(อีกแล้ว)ค่ะ ไปตั้งแต่เช้ากันเลยทีเดียว 555+ ตั้งแต่งานยังไม่เปิดแล้วก็นั่งรอไปจนเปิด นี่ไม่ใช่ว่าเพราะฉันเห่องานหรืออะไรแบบนั้นนะค๊า แต่เป็นเพราะฉันชอบเท่านั้นเอง
จริง ๆ คราวนี้ฉันนัดเพื่อนเอาไว้ด้วยค่ะ แต่ฉันนัดเธอเอาไว้ตอนสิบโมง อืม_ _ _ ที่ทำแบบนี้ก็เพราะว่าฉันอยากจะลองเดินงานคนเดียวดูก่อนน่ะค่ะ 555+ (เป็นโรคจิตอ่อน ๆ) แล้วอีกอย่างฉันเองก็ชอบการรอคอยด้วย ก็_ _ _ เวลาที่เราต้องนั่งรอใครคนหนึ่ง มันเป็นช่วงที่อะไรก็ดูเหมือนหยุดนิ่งไปหมด เวลาเองก็เดินช้าลงด้วย เป็นความรู้สึกผ่อนคลายแบบแปลก ๆ น่ะค่ะ
ค่ะ แล้วฉันก็เดินเล่นรอเธอไปเรื่อย จนรอบงานแล้วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคุณเธอเลย(ฮา) แล้วในระหว่างที่เดินรออยู่นั้น ฉันก็ซื้อนู่นซื้อนี่ไปเรื่อยเปื่อย งานตอนเช้า ๆ นี่คนน้อยนะคะ เวลาเดินแล้วรู้สึกเหมือนเป็น VIP เลย 555+ บูธหนังสือบางสำนักพิมพ์ที่ปกติจราจรแออัด ตอนนี้ก็โปร่งโล่งสบาย เข้าออกได้ง่ายจนน่าตกใจเลย ค่ะ แล้วฉันก็แวะซื้อ Post Card ด้วย เดินเลือกอยู่ตรงแผงคนเดียวไม่มีคนอื่นแทรกแซงเลย เหอ ๆ ๆ ครอบครอง ค่ะ ครอบครอง
หลังจากเดินอยู่นาน ก็ได้เวลามาหาที่นั่งพักขาค่ะ เหอ ๆ ๆ ก็เอกเขนกตรงพรมที่อยู่ด้านหน้านั่นล่ะ เฮ้อ ๆ_ _ _ สบายมาก ๆ ฮ่ะ หลังจากนั้นก็ค่อยงัดเอาปากกาในกระเป๋าออกมาแล้วก็นั่งเขียน Post Card ค่ะ ว่าจะส่งเนื่องในโอกาสมาเที่ยวงานหนังสือ(ไกลมาก?) 555+ ยังไง ๆ มันก็เที่ยวเหมือนกันนี่คะ
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป ฉันนั่งเล่น นอนเล่น กลิ้งเล่น And หลับไปหลายตื่น ในที่สุดคุณคนที่ฉันรอคอยก็โทรเข้ามาหาฉัน!!! โอ้_ _ _ จุดพลุฉลอง ฉันกดรับโทรศัพท์แล้วก็ได้ยินเสียงพูดส่งมาตามสายว่า_ _ _ ขึ้นรถไฟฟ้าแล้วล่ะ รอก่อนนะ......... A B C D E..... นี่สรุปว่ายังมาไม่ถึงใช่มั้ยเอ่ย? ฉันหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดกรอกลงไปตามสาย อื้อ.. ตกลง ๆ Ok ได้เลย _ _ _ ฉันเก็บของเข้ากระเป๋า ลุกขึ้นจากพรม แล้วเดินไปซื้อกาแฟเย็นจากร้านข้าง ๆ ซึ่งมันอร่อยมาก ๆ เลยค่ะ ฉันดูดกาแฟรอไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกง่วงขึ้นมาตงิด ๆ_ _ _ เปลือกตาของฉันชักดื้อ ไม่ยอมฟังคำสั่งฉันเสียแล้ว และก่อนที่มันจะค่อย ๆ ปิดลง เสียงโทรศัพท์เครื่องเล็กในกระเป๋าก็ดังขึ้นมา _ _ _
ในตอนนี้ฉันกำลังเดินงานอยู่กับ "เธอ" ค่ะ ก่อนหน้านั้นฉันซื้อของที่อยากได้ไปแล้วก็จริง แต่ก็มีที่กั๊กเอาไว้ด้วย(รอไว้ซื้อพร้อมกัน) 555+ เราเดินงานกันไปเรื่อย ๆ จนหมดแรงจะเดินต่อ(แรงทรัพย์) แล้วเราก็ได้ของที่ต้องการกันครบแล้วด้วย_ _ _
อืม _ _ _ เรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ถ้าคุณรู้เข้าแล้วกรุณาเหยียบเอาไว้ให้มิดติดดินเลยนะคะ อย่าให้หลุดไปทีเดียวนะคะ ถ้าพ่อกับแม่รู้เข้าฉันจะแย่เอานะคะ เรื่องมันมีอยู่ว่า.......นะคะ 5555+
ค่ะ เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเดินไปไหนกันดีแล้ว เราสองคนก็เลยตัดสินใจเดินออกนอกงานกันค่ะ ก่อนอื่นฉันก็ต้องขอบอกก่อนว่า ปกติแล้วเวลามางานหนังสือ ฉันมักจะมากับที่บ้านหรือไม่ก็เพื่อน(แต่ไม่ใช่เธอที่กำลังเดินกับฉันนะคะ) แล้วก็จะมุ่งเดนงานหนังสืออย่างเดียว แต่เช้าจรดเย็นแล้วก็กลับบ้าน_ _ _ แต่จริง ๆ ฉันเองก็มีความฝันบางอย่างที่แอบคิดไว้อยู่ลึก ๆ ซึ่งในวันนี้ _ _ _ เป็นโอกาสดีทีเดียวค่ะ
หลังจากคิด ๆ อยู่นาน ฉันลองตะล่อม ๆ ถามคนข้างกาย รู้จักห้องสมุดมารวยไหม? ค่ะ ซึ่งไม่รู้จักห้องสมุดชื่อนั้น แล้วคุณล่ะคะ เคยไปหรือเปล่า? ห้องสมุดมารวยนั้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ค่ะ ข้าง ๆ กับงานหนังสือนั่นล่ะ นี่เป็นหนึ่งในความฝัน ที่ฉันคิดไว้นานแล้ว ว่าอยากจะลองเข้าไปดูตอนไปงานหนังสือ ค่ะ แล้วเธอคนนั้นก็ตกลงเดินไปกับฉันค่ะ ตอนแรก เราเดินเข้าไปในห้องสมุดแล้วหาที่นั่งพักกัน แล้วก็คุยกันเบา ๆ (แต่จริง ๆ แล้วเขาห้ามส่งเสียงนะคะ) เราก็คุยโน่นนี่กันจนเพลิน จนขาหายเมื่อยแล้ว ฉันจึงชวนเธอขึ้นไปบนคาเฟ่ที่อยู่ติด ๆ กันค่ะ เธอสั่งช็อคโกแลตปั่น ส่วนฉันสั่งลาร์เต้ แล้วเราก็นั่งคุยกัน ฉันรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้ามากค่ะ ต่างไปจากวันปกติธรรมดาที่ฉันไม่มีอะไรทำ เราคุยกันอย่างสนุกทีเดียว มารู้สึกตัวอีกที ก็ตอนที่ต่างฝ่ายต่างจัดการเครื่องดื่มตัวเองหมดนั่นล่ะค่ะ(ฮา)
พอเราตัดสินใจกันว่าจะลุก อยู่ ๆ ฝนก็ตกลงมาซะงั้น _ _ _ 5555+ เราก็เลยต้องนั่งลงต่อตามระเบียบ เธอบอกกับฉันว่า เธอไม่ชอบเวลาฝนตกเลย ฉันหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร จริง ๆ แล้วฉันชอบเวลาที่ฝนตกค่ะ เพราะฝนมักช่วยต่อช่วงเวลาบางอย่างให้ยาวนานขึ้นอีกนิดเสมอ
หลังจากฝนหยุดแล้วเราก็เดินออกจากห้องสมุดกันค่ะ แล้วกลับเข้าไปในงานอีกครั้ง ตอนที่เดินเข้าไป คุณยามที่ยืนอยู่หน้าประตูเขาพูดว่า ยินดีต้อนรับอีกครั้งครับ แล้วยิ้มให้เราด้วยค่ะ ดูเหมือนว่าคุณยามจะจำหน้าพวกเราได้ด้วยค่ะ สงสัยว่าเราจะเดินเข้าเดินออกบ่อยเกิน 555+ ค่ะ ที่กลับเข้ามาในงานนี้ เป็นเพราะฉันอยากได้แสตมป์ค่ะ เอาไปทำไมน่ะหรือคะ? ก็เอาไปติด Post Card ที่จะส่งยังไงคะ ไม่รู้ทำไม แต่ฉันอยากจะส่งที่งานนี้ให้ได้เลยค่ะ ฉันเล่าเรื่องส่ง Post Card นี้ให้เธอฟังแล้ว แล้วเธอก็บอกว่าจะช่วยฉันค่ะ แล้วเราสองคนจึงตัดสินใจเดินไปที่บูธของไปรษณีย์ไทยค่ะ ฉันเคยเห็นพ่อมาซื้อแสตมป์ที่นี่ แต่เป็นแสตมป์เป็นชุดแบบซื้อเก็บน่ะค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะมีแสตมป์แบบซื้อใช้รึปล่าว?
เรายืนมองบูธกันอยู่นาน ไม่รู้เพราะอะไร แต่ฉันอายที่จะเข้าไปถามยังไงไม่รู้สิคะ แต่ไม่ว่ายังไง ฉันก็อยากจะส่งในงานนี้นี่คะ แล้วนี่ก็เป็นเรื่องของฉันเองด้วย เธอคนนั้นเองก็บอกว่าจะไปเป็นเพื่อนฉัน _ _ _ เอาล่ะค่ะ ! ยังไงก็ต้องส่งให้ได้ทีเดียว แล้วฉันก็ตัดสินใจเดินเข้าไปถามคุณพนักงานค่ะ เมื่อได้ยินคำถามของฉัน คุณพนักงานก็ยิ้มให้อย่างใจดี แล้วก็บอกให้พวกเราเดินลงไปชั้นล่างสุดของศูนย์ประชุมค่ะ จะมีไปรษณีย์อยู่ด้านล่าง 55555+ แล้วในที่สุดก็ได้แสตมป์มาครอบครองค่ะ ฉันรีบแปะแสตมป์ลงโปสการ์ดแล้วพวกเราก็จูงมือกันเดินออกไปหน้าศูนย์ประชุมค่ะ ที่ตรงนั้นจะมีตู้ไปรษณีย์สีแดงแจ๋ตั้งอยู่ ฉันหยิบโปสการ์ดออกมา ก่อนลงมนต์555+ ขอให้ไปถึงทีเถอะค่ะ บางทีฉันก็รู้สึกกังวล _ _ _ เวลาที่ส่งจดหมาย ว่าสิ่งที่ฉันส่งไปนั้น จะไปถึงมือของผู้รับรึปล่าวนะ? แต่ คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ คราวนี้ต้องถึงแน่นอน ก็ลงอาคมไปแล้วนิ เหอ ๆ ๆ
หลังจากส่งไปแล้ว เธอคนนั้นก็มองหน้าฉันยิ้ม ๆ ก่อนถาม อยากจะไปไหนต่อล่ะ? ฉันยิ้มแป้นกับคำถามนั้นเลยค่ะ อีกที่หนึ่งที่ฉันเฝ้าฝันก็คือ สวนเบญฯนั่นเองค่ะ ปกติแล้วฉันเคยแต่มองแล้วก็ฝันว่าได้เข้าไป แต่วันนี้ล่ะค่ะ ! ข้าน้อยไม่ยอมหรอก ต้องเข้าให้ได้เล๊ย !! แล้วเราสองคนก็ออกเดินทางค่ะ
เนื่องจากไม่เคยเข้ากันมาก่อนทั้งคู่ เราจึงตัดสินใจเดินออกไปที่ทางเท้าค่ะ แล้วหลังจากนั้นก็ เดิน เดิน เถอะเรา 555+ เดนไปเรื่อย ๆค่ะ ไม่อยากจะพูดเลยค่ะ ไอ้ตอนแรก ๆ น่ะสนุกแต่พอเดินไปสักพัก อื้อหือ _ _ _ เดินมาก็ออกไกล ประตูมันอยู่ไสล่ะเนี่ย? แล้วหลังจากนั้นไม่นาน เราก็รู้ซึ้งถึงความรู้สึกของชารีฟและมิเชลในฟ้าจรดทรายเลยฮ่ะ ผิดกันก็แต่ ที่นี่เป็นทางเท้าในกรุงเทพฯ เหอ ๆ ๆ ถ้าหากเป็นทะเลทรายอย่างในเรื่องคงนรกกว่านี้หลายล้านเท่า และในระหว่างที่เราขาลากอยู่นั้น เราก็ไปพบเข้ากับพี่สาวสองคนเดินอยู่ด้านหน้าเราในสภาพที่ไม่ต่างกันค่ะ แล้วเพื่อนของฉันก็เดินเข้าไปถามพี่สาวหนึ่งในสองคนว่าทางเข้าเนี่ยมันอีกไกลมั้ย ค่ะแล้วคำตอบที่เราไดมาก็คือ พี่สาวเขาก็กำลังหาทางเข้าไปเหมือนกันค่ะ พอได้ยินอย่างนั้น ต่างฝ่ายต่างหัวเราะกันเต็มที่เลยค่ะ แล้วพวกเราก็เลยเดินไปพร้อมกัน ฉันกับเธอก็เดินดุ่ม ๆ กันไม่มองดินฟ้า _ _ _ พอรู้สึกตัวอีกที เราก็ห่างกลุ่มของพวกพี่สาวมามากแล้ว
ในที่สุด _ _ _ ความพยายามก็บรรลุผล ประตูทางเข้าอยู่เบื้องหน้าเราสองคนแล้วค่ะ ! เรารีบเดินเข้าไปข้างใน แล้วสิ่งที่อยู่ภายในนั้นก็คุ้มค่ามากเสียด้วยค่ะ สวนกว้างมาก ๆ รายล้อมไปด้วยต้นไม้สีเขียว แถมมีสระน้ำอีกต่างหาก ในขณะนี้บรรยากาศรอบข้างชุ่มฉ่ำเพราะฝนเพิ่งหยุดตกไป สวยมากจริง ๆ ค่ะ _ _ _ พอมองเหนือยอดไม้ขึ้นไป ก็เห็นป่าคอนกรีตที่อยู่ภายนอก เป็นความแตกต่างเหมือนคนละโลก แต่ก็ดูเข้ากันนะคะ
เมื่อเราเข้ามาด้านในแล้ว ก็ยังต้องเดินย้อนกลับขึ้นไปอีก เพราะจุดหมายของเราคือเรือเป็ดค่ะ! ฉันอยากจะลองถีบเรือเป็ดดูสักครั้งมาก ๆ เลย แต่มีอย่างหนึ่งที่รู้สึกได้เลยนะคะ เมื่อมาเดินด้านในแล้ว รู้สึกสบาย แล้วก็เดินได้เร็วกว่าด้านนอกเยอะเลยค่ะ
แล้วเราก็เดินมาถึงที่เช่าเรือ เราตกลงเช่ากันสามสิบนาที แล้วเจ้าของร้านก็พาเราไปเลือกเรือค่ะ มีเรือแบบเป็นเป็ดสองหัวกับเป็ดหัวเดียว 555+ เรามากันสองคนก็จริง แต่ก็เลือกเป็ดหัวเดียวค่ะ(ฮา)
คงเป็นเพราะฝน ทำให้ตอนนี้ที่พื้นน้ำมีหมอกอยู่จาง ๆ ค่ะ เหมือนกับกำลังล่องเรืออยู่กลางทะเลหมอกเลยนะคะ 555+ ไม่น่าเชื่อเลย ว่าที่แห่งนี้จะอยู่ในกรุงเทพฯ ถ้ามีอีกเยอะ ๆ ก็คงดีไม่น้อยเลย ว่าไหมคะ?
เราก็ถีบเป็ดกันไปเรื่อย ๆ แล้วก็โฉบเข้าไปใกล้ ๆ ฝั่งศูนย์ประชุมค่ะ เหอ ๆ ๆ จุดหมายก็คือหาทางออกที่ใกล้กว่าทางเข้า 5555+ แล้วก็เจอจริง ๆ ซะด้วยค่ะ ตรงรั้วที่คั่นระหว่างสวนกับศูนย์ จะมีประตูเหล็กเล็ก ๆ ที่เปิดปิดตามเวลาอยู่ค่ะ แล้วในตอนนั้นเป็นเวลาสี่โมงเย็น เวลาประตูเปิดรอบเย็นพอดี เราก็เลยยิ้มกันอย่างดีใจ ก็แหม _ _ _ ไม่ต้องเดินไกลกันแล้วนี่คะ แล้วในตอนที่เรากำลังจะถีบเป็ดกลับ เราก็ได้พบกับกลุ่มพี่สาวกำลังถีบเรือกันอยู่เช่นกันค่ะ ต่างฝ่ายต่างก็มองกันงง ๆ แล้วเราก็โบกมือให้พี่เค้าค่ะ พี่เค้าก็ยิ้ม ๆ แล้วโบกมือกลับ สุดท้ายเราก็กลับขึ้นฝั่งกัน แต่ดูเหมือนว่าฉันจะชินน้ำเข้าแล้วค่ะ ยืนทีงี๊ตัวโคลงเลย 555+
หลังจากออกจากสวนแล้ว เราก็เดินเข้าศูนย์ แล้วไปเอกเขนกกันบนพรมด้วยสภาพหมดแรงข้าวต้ม ต่างคนต่างรื้อกระเป๋าขุดหนังสือตัวขึ้นมาอ่าน แต่ฉันแทบไม่ได้สนใจหนังสือเลย ฟ้าด้านนอกเริ่มมืดแล้ว วันนี้คงใกล้จะจบลงแล้วล่ะค่ะ ฉันยิ้มกับตัวเอง วันนี้เป็นหนึ่งในวันพิเศษที่ฉันเคยมี สิ่งไม่น่าเชื่อหลายอย่างเกิดขึ้นในวันนี้ และกำลังจะสิ้นสุดลงไป เหมือนกับเวลาอ่านหนังสือสักเล่ม ต่อให้สนุกมากแค่ไหน ก็คงต้องมีตอนจบ
แหม _ _ _ แต่ก็นั่นล่ะค่ะ ฉันมีวันนี้วันเดียวเมื่อไหร่? ยังมีวันอื่น ๆ อีกหลายวัน มีอะไรต่อนิอะไรอีกหลายอย่างที่อยากทำ เมื่อจบไปแล้ว ก็เริ่มใหม่อีกได้ ชีวิตจริงมันสนุกกว่าหนังสือก็ตรงนี้ล่ะค่ะ คุณคิดแบบนั้นไหมคะ?
ฉันถีบเป็ดที่นี่ล่ะค่ะ (ฮา)
edit @ 23 Oct 2009 12:23:31 by Milk-Tea