สวัสดีค่ะชาวบล็อกทุกท่าน ช่วงหยุดยาววันสงกรานต์ที่ผ่านมานี่ไปเที่ยวที่ไหนกันมาบ้างหรือคะ เดาว่าหลายๆ ท่านคงจะออกไปเที่ยวหรือกลับบ้านที่ต่างจังหวัดกัน ดูจากโทรทัศน์แล้วบนถนนหนทางมีรถคึกคักกันน่าดูทีเดียว แต่ก็เป็นธรรมดาของวันหยุดยาว ยิ่งเป็นช่วงเวลาแห่งเทศกาลที่ครึกครื้นที่สุดในรอบปีแบบนี้ ไม่ว่าใครก็คงอยากที่จะใช้เวลาร่วมกับครอบครัวของตนเองด้วยกันทั้งนั้น
 
         ฉันเองก็เช่นเดียวกันค่ะ แต่น่าเสียดายจริงๆ ที่ฉันไม่มีโอกาสได้ออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัวในปีนี้ พวกเราจึงทดแทนด้วยการไปเที่ยววัดในกรุงเทพฯ ไหว้บรรพบุรุษ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในบ้าน และแน่นอนที่สุด...เล่นสงกรานต์ด้วยการใช้สายยางรดน้ำต้นไม้มาฉีดน้ำใส่กันเองอย่างสนุกสนาน ก็แหม...ฉันไม่อยากไปเดินเบียดกับคนเยอะๆ แถวๆ สีลมหรือตรอกข้าวสารนี่คะ แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันนะ บางทีปีหน้าฉันอาจจะนึกสนใจขึ้นมาบ้างก็ได้
 
        อย่างไรก็ตามค่ะ นอกจากการใช้เวลาไปกับการเล่นน้ำและออกไปเที่ยวนอกบ้าน หาของกินอร่อยๆ หรือพาตัวเองไปยังสถานที่แปลกๆ ใหม่ๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่สนุกสนานไม่แพ้กันเลยสำหรับช่วงเวลาในวันหยุดก็คือ การหาหนังดีๆ สักเรื่องมานั่งดูร่วมกันกับครอบครัวค่ะ
 
        หลายๆ ท่านคงชื่นชอบการดูหนังในโรงภาพยนตร์พร้อมๆ กับข้าวโพดคั่วและโค้กในมือ แต่การลองเปลี่ยนอารมณ์มานั่งชมภาพจากหน้าจอที่แม้จะไม่ใหญ่นัก แต่ที่นั่งสบายสุดๆ พร้อมๆ กับข้าวโพดคั่วไมโครเวฟที่สุกมั่งไม่สุกมั่ง บ้างก็ไหม้ พร้อมๆ กับทุกคนในครอบครัวก็เป็นอีกหนึ่งความสุขแบบอิ่มอุ่นที่น่าลองอยู่ไม่น้อยนะคะ
 
        พูดถึงเรื่องการดูหนังพร้อมกันกับครอบครัวแล้ว ปัญหาหนึ่งที่เราพบกันอยู่เสมอๆ เลยก็คือ รสนิยมในการดูหนังที่แตกต่างกันของแต่ละคน ง่ายๆ เลยล่ะ...บางทีคุณพ่อก็ชอบดูหนังบู๊ พี่ชายชอบดูหนังแนวชีวิต คุณแม่ชอบดูหนังโรแมนติค ส่วนน้องสาวก็ชอบดูการ์ตูนเสียเหลือเกิน ซึ่งหลายๆ บ้าน...อย่างน้อยก็บ้านของฉันล่ะค่ะ เราแก้ปัญหาด้วยการผลัดๆ กันไป บางทีเราก็ดูหนังตามแนวของคุณพ่อ อีกเดือนตามแนวคุณแม่ และก็แนวของคนอื่นๆ ต่อๆ มา เหมือนกับการผลัดกันทำเวรนั่นแหละ
 
       แล้วคุณล่ะคะ ชอบดูหนังแนวไหนกัน?
 
       ส่วนสำหรับฉันแล้ว ฉันสามารถดูได้เกือบทุกแนวค่ะ อ้อ...แต่ก็ต้องยกเว้นพวกหนังสยองขวัญเอาไว้นะ เพราะไม่ถูกโรคด้วยจริงๆ แต่ถ้าจะถามถึงแนวที่ชอบสุดๆ จริงๆ ล่ะก็ ฉันคงจะต้องตอบว่า พวกหนังแนวพาฝันหรือเหนือจินตนาการนี่ล่ะค่ะคือแนวโปรดของฉันเลย
 
       โลกของเจ้าหญิง เจ้าชาย ฮีโร่ เหล่าร้าย และมังกรไฟ สถานที่ที่เต็มไปด้วยความรักและการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นและไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้เราแทบจะลืมโลกปัจจุบันของเราไปเสียสนิท เรื่องราวที่ฟังดูคล้ายกับจะเป็นนิทานก่อนนอนสมัยที่เรายังเป็นเด็กๆ ซึ่งมักจะมีจุดเริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว"
 
       และหากว่าคุณเองก็เป็นหนึ่งคนที่ชอบเรื่องราวเหนือจินตนาการแบบนี้เหมือนกันล่ะก็ เรื่องราวที่ฉันกำลังจะนำเสนอต่อไปนี้คงจะทำให้คุณรู้สึกสนใจขึ้นมาแน่ๆ
 
       ซึ่งเรื่องราวที่ว่านั้นก็คือ Once Upon A Time หรือชื่อไทยว่า ณ กาลครั้งหนึ่ง นั่นเองค่ะ 
 
 
       ถึงแม้ฉันจะพูดถึงหนังมาตลอด แต่สำหรับเรื่อง Once upon A Time แล้วคงจะพูดว่าเป็นหนังไม่ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้เป็นซีรีย์หรือละครโทรทัศน์ของประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเองค่ะ
 
       โดยเรื่องราวทั้งหมดได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเด็กๆ หลายคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ เมื่อ "สโนว์ไวท์" ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับ "เจ้าชายชาร์มมิ่ง" ผู้ปลุกให้เธอฟื้นคืนจากคำสาปนิทราของราชินีผู้ชั่วร้าย ซึ่งก็แน่นอนว่านั่นเป็นช่วงเวลาซึ่งตัวละครทั้งสองควรจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขไปตลอดกาลตามแบบอย่างของนิทานก่อนนอนทั่วๆ ไป
 
       แต่ทว่า...ใครกันจะคาดฝัน ว่าเรื่องราวทั้งหมดได้กลับตาลปัตร ทำให้ช่วงเวลาแห่งความสุขสมบูรณ์นั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ซึ่งพนันกันได้เลยว่าคุณจะไม่เคยอ่านเจอในหนังสือนิทานเล่มใดมาก่อน
 
       และจุดเริ่มต้นแห่งความผลิกผันนั้นก็คือ ในช่วงเวลาแห่งวันอภิเษกสมรสที่แสนจะรื่นรมย์ ราชินีผู้ชั่วร้ายซึ่งทุกคนแทบจะหลงลืมกันไปหมดแล้ว กลับปรากฏกายขึ้ันอย่างไม่คาดฝัน พร้อมๆ กับคำประกาศกร้าวที่จะล้างแค้นสโนว์ไวท์และทุกๆ คนในอาณาจักรให้ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดจากการถูกช่วงชิงสิ่งอันเป็นที่รักยิ่งไปตลอดกาล ด้วยพลังอำนาจทั้งหมดที่ตนมี
 
      และอย่างแน่นอนที่สุด...คำประกาศด้วยความแค้นนั้นไม่ใช่แค่คำขู่
 
      ด้วยคำแนะนำของจอมเวทมนตร์ดำ ราชินีผู้ชั่วร้ายสามารถที่จะร่ายคำสาปอันทรงพลังอำนาจยิ่งเพื่อที่จะบรรลุจุดประสงค์ของนางได้สำเร็จ เหล่าตัวละครที่พวกเราต่างรู้จักกันเป็นอย่างดีในโลกแห่งนิทาน ถูกพลังอำนาจแห่งคำสาปนั้นส่งตัวไปยังสถานที่ซึ่งพวกเขาจะไม่มีทางได้พบกับความสุขอันเป็นนิรันดร์ ซึ่งก็คือ "โลกของเรา" นั่นเอง
 
      แต่เมื่อโลกมีกลางคืนฉันใด โลกก็ต้องมีกลางวันฉันนั้น ถึงแม้ตัวละครทุกตัวในโลกแห่งนิทานจะหลงติดตรึงอยู่ภายใต้คำสาปของราชินี แต่ทว่า...พวกเขาก็ยังมีความหวังหนึ่ง ซึ่งถึงแม้จะริบหรี่แต่ก็ยังไม่ดับมอด
 
      ในวันที่คำสาปมาเยือน ยังคงมีเด็กหญิงเล็กๆ คนหนึ่งซึ่งสามารถหนีรอดจากคำสาปอันทรงพลังอำนาจนั้นได้ ชื่อของเธอก็คือ "เอมม่า" ลูกสาวเพียงคนเดียวของเจ้าหญิงสโนว์ไวท์ และเจ้าชายชาร์มมิ่งนั่นเอง
 
      หลายปีผ่านพ้นไปนับจากนั้น "เอมม่า" ได้เติบโตขึ้นในโลกแห่งความจริง โดยปราศจากพ่อแม่ และแน่นอนที่สุด...ปราศจากซึ่งความทรงจำใดๆ จากโลกที่เธอจากมา
 
      ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น เอมม่าทำอาชีพเป็นคนค้ำประกันผู้ต้องหา(Bail bond person) และใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังคนเดียว จนกระทั่ง...เมื่อวันเกิดปีที่ 28 ของเธอมาเยือน เหตุการณ์อันไม่คาดฝัน ซึ่งจะนำเธอไปสู่ตัวตนที่แท้จริงของเธอ และเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อก็ได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยเสียงเคาะประตูสองสามครั้งจากบุคคลที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้พบ...
 
     นั่นก็คือ "เฮนรี่" หรือลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ ซึ่งเธอเคยมอบเขาให้กับพ่อแม่อุปถัมภ์เมื่อนานมาแล้ว
 
     และนี่เอง คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นซึ่งคุณสามารถพบได้ใน Once Upon A Time ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวละครจากนิทานต่างๆ ทั้งที่เคยถูกสร้างเป็นการ์ตูนหรือภาพยนตร์ และการผูกเนื้อเรื่องที่สลับซับซ้อนชวนหัวหมุนจนแทบจะเป็นนิยายสืบสวนสอบสวนแล้ว Once Upon A Time ยังเป็นเรื่่องราวที่แฝงไปด้วยแนวคิดสอนใจแห่งความเป็นครอบครัว และความสุขที่แท้จริงในชีวิตของแต่ละคน ซึ่งเราอาจเผลอหลงลืมไป หรือวางทิ้งไว้เบื้องหลังตลอดระยะทางแห่งชีวิตที่ยากลำบาก และอุปสรรคต่างๆ นาๆ ในปัจจุบัน
 
     ถึงแม้ละครจะเป็นเรื่องยาวที่ต้องดูจนตาแฉะ และใช้ระยะเวลารอคอยเนิ่นนานเหลือเกินกว่าตอนใหม่ๆ จะมาฉายให้ได้ดูกัน แต่เรื่องราวดีๆ ก็ยังคงเป็นเรื่องราวดีๆ ที่มีคุณค่าต่อการรอคอยเสมอ
 
     และอีกหลายครั้ง ละครก็ทำให้เราได้หวนย้อนกลับมามองตัวเองกันนะคะ ว่าสำหรับเราแล้ว ความสุขอันเป็นนิรันดร์ หรือ Happy Ending ของเรานั้นคืออะไรกันแน่
 
     เอาล่ะค่ะ เขียนมาก็ตั้งยาวแล้ว ฉันขอไปพักข้อมือสักหน่อยดีกว่า...และสำหรับใครที่ชักจะเริ่มสนใจละครเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วล่ะก็ ขอบอกว่าตอนนี้ Once Upon A Time ถึง season 3 แล้วนะคะ ไปหาดูกันให้ตาแฉะเลย(ฮา) และตัวบ็อกส์เซทเองก็มีขายที่ร้านซีดีในประเทศไทยแล้วด้วย(ลิขสิทธ์เป็นของ วอลท์ ดิสนีย์ค่ะ)
 
     ขอบอกลาไปด้วย Trailer ของละครก็แล้วกันนะคะ ^^
 
     ปล.ตอนนี้ฉันกำลังติดเรื่องนี้แบบงอมแงมเลยค่ะ ใครดูแล้วอยากจะชวนเมาท์ล่ะก็จัดมาได้เลยนะคะ(แหม...รู้สึกคันปากยิบๆ 5555) ขอบอกว่าชอบทุกคู่ในเรื่องค่ะ โดยเฉพาะ Rumbelle XD 5555+ พอแค่นี้แล้วดีกว่า ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่ดีที่สุดของคุณนะคะ
 
 

สวัสดีค่ะคุณที่รัก กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะ(หัวเราะ) หลังจากที่ฉันเพิ่งดู Tangled รอบที่สามจบลงไป ฉันก็ตัดสินใจเขียนรีวิวนี้ขึ้นมาทันทีค่ะ เรียกได้ว่าความรู้สึกประทับใจยังคงสดใหม่เหมือนกับปลาทอดที่เพิ่งเอาลงจากกระทะอย่างไรอย่างนั้น เอาล่ะ...มาเริ่มเข้าเรื่องกันเลยค่ะ

หลังจากที่ฉันรีวิวหนังมาสองเรื่องแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาสำหรับสิ่งที่ฉันชื่นชอบที่สุด ซึ่งก็คงหนีไม่พ้น...

‘การ์ตูน’ นั่นเองค่ะ! ทาด๊า!

และแน่นอน...เรื่องที่ฉันนำมาฝากคุณในวันนี้ก็คือ Tangled หรือที่เราต่างรู้จักกันดีในนามของ ‘ราพันเซล’ เจ้าหญิงผู้เป็นเจ้าของเส้นผมยาวสลวยขนาดที่สามารถวัดได้จากยอดบนสุดของหอคอยจรดปลายพื้น

ในการ์ตูนเรื่องนี้ จากชื่อของนางเอกก็บอกให้เรารู้อย่างชัดเจนเลยค่ะว่า Walt Disney ได้สร้างขึ้นมาจากนิทานอันโด่งดังของสองพี่น้องตระกูลกริมม์ ซึ่งมีชื่อว่า ‘Rapunzel’ นั่นเอง อย่างไรก็ตาม...หากพิจารณาตามเนื้อเรื่องแล้วก็จะพบว่า Tangled ก็ค่อนข้างจะดำเนินเนื้อเรื่องแบบฉบับดั้งเดิมเป็นอย่างดี เพียงแต่มีการแต่งเติมสิ่งพิเศษต่างๆ เพิ่มเข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้กับเนื้อเรื่องตามแบบฉบับการ์ตูนของ Walt Disney ซึ่งที่สำคัญที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น ‘Flynn Rider’ ตัวละครผู้มีบทบาทเป็นพระเอกในเรื่องนั่นเอง...

สำหรับคุณผู้คุ้นเคยกับการอ่านนิทานคงทราบกันดีค่ะ ว่าพระเอกในเรื่อง ‘Rapunzel’ ผู้มาช่วยพาเธอออกจากหอคอยนั้นมีสถานะเป็นเจ้าชาย แต่อย่างไรก็ดี...ในเรื่อง Tangled นั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะตัว ‘Flynn Rider’ นั้นเป็นเพียงแค่สามัญชนธรรมดา และอันที่จริง...เขาก็มีสถานะเป็นขโมยมีค่าหัว ซึ่งถูกทหารในอาณาจักรตามหาตัวกันให้ควั่กอีกต่างหาก!

แต่ก็นั่นล่ะค่ะ...อย่างไรเสียเขาก็เป็นพระเอกของเรื่องนี้อยู่ดี

และแน่นอน...เรื่องราวทั้งหมดได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ Flynn มีอันต้องพา Rapunzel ออกจากหอคอยเพื่อไปดูโคมลอยซึ่งจะถูกปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้าเพียงครั้งเดียวในรอบปีในเมือง ซึ่งก็แน่นอนอีกว่าเป็นเมืองที่เขากำลังถูกประกาศไล่ตามจับตัวนั่นเอง ตามข้อตกลงที่เขาได้ให้เอาไว้กับเธอ...และเหตุการณ์นี้เอง ก็ได้กลายเป็นจุดเริ่มของเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นและการผจญภัยอีกมากมายซึ่งคุณสามารถสัมผัสได้ด้วยตัวคุณเองจาก Tangled ค่ะ   

 

 

สำหรับการ์ตูนเรื่องนี้ สิ่งที่ฉันสัมผัสได้เป็นอย่างแรกเลยก็คือ แนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘ความฝัน’

เราต่างรู้จักความฝันในหลายรูปแบบ ฝันกลางคืน ฝันกลางวัน หรือฝันลมๆ แล้งๆ...แต่แน่นอนค่ะ ว่าฝันที่ใครๆ ต่างก็ปรารถนานั้นคงไม่มีทางหนีพ้น ‘ฝันที่กลายเป็นจริง’

ตามเนื้อเรื่องที่ค่อยๆ ดำเนินไปในการ์ตูน จะค่อยๆ เผยให้เราเห็นถึงความฝันของตัวละครแต่ละตัวในเรื่องค่ะ ไม่ว่าจะเป็น...

ความฝันที่ต้องการร่ำรวย

ฝันที่ต้องการคงความสาวความสวยไปตลอดกาล

ฝันที่ต้องการเป็นในสิ่งที่ดีกว่าในปัจจุบัน

ฝันที่ต้องการได้ของรักที่เคยสูญเสียไปกลับคืนมา

และฝันที่ต้องการอิสรภาพจากการถูกจองจำ...ซึ่งฝันนี้คงเดาได้ไม่ยากเลยใช่ไหมคะว่าเป็นของใคร?

ตามเนื้อเรื่อง นางเอกของเราค่อนข้างจะเป็นคนที่มีบุคลิกสดใสและมองโลกในแง่ดี ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะที่สามารถพบเห็นได้ในเด็กวัยรุ่นทั่วไปค่ะ ในขณะที่แม่ของเธอ...ฉันหมายถึงแม่มดที่นำตัวเธอมาไว้ในหอคอยน่ะนะ ก็มีลักษณะเป็นหญิงวัยกลางคนผู้รู้จักโลก รู้ทันคน และแน่นอน...มีความคิดว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ก็ตาม ราพันเซลตัวน้อยที่อยู่ในความดูแลของเธอก็ยังคงเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่ประสีประสาอะไรอยู่วันยังค่ำ ซึ่งตามเนื้อเรื่องแล้ว แม่มดย่อมไม่มีทางที่จะยอมให้ราพันเซลออกไปนอกหอคอย เนื่องจากเหตุผลที่ว่าเธอต้องการให้ความพิเศษที่มีอยู่ในตัวของราพันเซลนั้นเป็นของเธอแต่เพียงผู้เดียวนั่นเอง

แต่คุณคงพอเดาได้ใช่ไหมคะ? เนื่องจากถูกกักตัวไว้ในหอคอยมาเนิ่นนาน...นางเอกของเราจึงมีความฝันที่ถูกกักเก็บเอาไว้พร้อมๆ กับตัวเธอด้วยเช่นกัน

ซึ่งนั่นก็คือ การได้ออกไปดูโลกภายนอก และแน่นอน...ไปดูโคมลอยฟ้า(หรือเรียกง่ายๆ ว่า ‘ยี่เปง’)ในวันเกิดครบรอบปีที่ 18 ของเธอเอง...

แน่นอนค่ะ...การ์ตูนเรื่องนี้มีความโดดเด่นในหลายๆ เรื่อง คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กราฟฟิคที่แสนสวยงาม ภาพฉากโคมลอยที่ตระการตา กับเพลงเพราะๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของการ์ตูน Disney นั้นทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกประทับใจได้ไม่ยาก

แต่เหนือสิ่งอื่นใด...สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจอย่างที่สุดเลยก็คือแนวคิดเกี่ยวกับ ‘ความฝันที่แตกต่าง’ ซึ่งฉันได้เกริ่นมาแล้วตั้งแต่ต้นเรื่องนั่นเอง

เหล่าตัวละครทุกตัวในเรื่อง ต่างแสดงให้เราเห็นถึงความจริงที่ว่า ไม่ว่าใครก็ตาม ต่างก็ย่อมปรารถนาที่จะเติมเต็มความฝันของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งต่างคนก็ย่อมต่างวิธีการกันไป

บางคนใช้วิธีการขโมยเพื่อให้ได้มา

บางคนไม่สนว่าคนอื่นจะต้องเดือดร้อนหรือไม่

บางคนค่อยๆ สร้างอย่างค่อยเป็นค่อยไป

บางคนเผลอทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

และอีกบางคน...ยอมที่จะแลกความฝันของตนเอง เพื่อต่อยอดความฝันอันมีค่าให้กับอีกคนหนึ่ง

และแน่นอนว่า...จะตัดสินใจเลือกใช้วิธีใด และสุดท้ายจะได้พบกับฝันที่กลายเป็นจริงหรือไม่ ก็ย่อมขึ้นอยู่กับตัวผู้เป็นเจ้าของความฝันนั้นเอง

นอกจากนั้น...สิ่งหนึ่งอันยิ่งใหญ่ซึ่งการ์ตูนเรื่องนี้ได้แสดงให้เราได้เห็นกันก็คือ ฝันอันเป็นสุดยอดแห่งฝันที่แท้จริงนั้นหาใช่ฝันที่กลายเป็นจริงอย่างที่ใครๆ คิดไม่ หากแต่เป็น

‘ความฝันที่จะทำประโยชน์ให้กับคนอื่น’ ต่างหาก

คนเราต่างมีศักยภาพในการที่จะทำอะไรสักอย่างที่มีประโยชน์ได้ หากผู้นั้นได้ค้นพบถึงสิ่งพิเศษที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง และแน่นอน...เมื่อได้อยู่ในสถานที่อันสมควรที่จะทำให้ความพิเศษดังกล่าวนั้นเปล่งประกาย

ซึ่งสิ่งนี้ได้แสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดผ่านสามตัวละครหลัก ซึ่งก็คือ Flynn, Rapunzel และ Mother Gothel(แม่มดในเรื่อง)

นอกจากนั้น ยังแสดงให้เห็นได้ถึงความงดงามที่แท้จริงหรือ ‘ความดี’ ที่ซ่อนอยู่ของทุกคนไม่ว่าเขาจะอยู่ในฐานะใด ซึ่งแน่นอน...นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกกักขังเอาไว้ด้วยความรักหรือความหวง หากแต่เป็นสิ่งที่ควรปลดปล่อยให้เป็นอย่างที่ควรเป็น และแน่นอน...ให้คืนสู่สถานที่อันเหมาะสม

ซึ่งโดยรวมแล้ว... Tangled  ก็ถือเป็นเรื่องราวหนึ่งที่เล่าขานถึงจุดหมายแห่งความฝันได้อย่างสนุกสานและน่าชื่นชม

เอาล่ะค่ะ...ในที่สุดฉันก็เดินทางมาถึงย่อหน้าสุดท้ายแล้ว หวังว่าคุณจะรู้สึกสนุกกับรีวิวนี้นะคะ ขอบอกลาด้วยเพลงประกอบในเรื่องซึ่งฉันคิดว่าตรงกับเนื้อเรื่องสุดๆ เลยก็แล้วกัน ก็หวังว่าหลังจากที่ดูเรื่องนี้จบคุณอาจจะเริ่มตระหนักถึงความฝันที่ซ่อนอยู่ในตัวของคุณเองนะคะ

‘What is the beginning of your dream?’

สวัสดีค่ะคุณที่รัก วันนี้เป็นอย่างไรกันบ้างคะ? เช้านี้อากาศหนาวขึ้นอีกแล้ว อย่าลืมใส่เสื้อผ้าหนาๆ และทำให้ร่างกายอบอุ่นเข้าไว้นะคะ และที่สำคัญที่สุด สำหรับคุณที่ต้องเดินทางไปทำงานหรือเรียนหนังสือ ก็อย่าลืมตรวจเช็คข่าวสารและเดินทางอย่างระมัดระวังด้วยค่ะ

สำหรับวันนี้...ฉันก็มีรายการหนังที่น่าสนใจมาแนะนำให้คุณได้ฟังกันอีกแล้ว และแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความพิเศษอีกเช่นเคย ซึ่งบางทีคุณอาจจะเริ่มเห็นมันได้ตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้ว นั่นก็คือ...

Oz The great and powerful หรือที่มีชื่อไทยว่า ออซ มหัศจรรย์พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่

อันที่จริงเรื่องนี้ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่ประมาณต้นปี พ.ศ.2556 แล้วล่ะค่ะ แต่ฉันรับรองได้เลยว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังเก่าอยู่สักหน่อย แต่ความพิเศษที่แฝงอยู่ในเนื้อเรื่องนั้นไม่เคยเก่าตามไปอย่างแน่นอน...

สำหรับใครที่เป็นแฟนตัวยงของหนังสือนิทานสำหรับเด็ก คุณคงจะพอคุ้นหูคุ้นตากับเรื่องราวที่มีชื่อว่า The Wizard of Oz กันอยู่บ้างใช่ไหมคะ? เรื่องราวของเด็กผู้หญิงนามว่า ‘โดโรธี’ ซึ่งมีอันต้องหลุดเข้าไปในมิติมหัศจรรย์ และผ่านการผจญภัยต่างๆ มากมายตลอดระยะทางที่เธอและผองเพื่อนเดินทางไปตามหาพ่อมดแห่งออซ เพื่อหาทางกลับบ้าน

และก็อย่างที่เห็นค่ะ Oz The great and powerful ก็เป็นเรื่องราวที่ล้อมาจากนิทานเรื่องนี้นั่นเอง โดยแสดงเป็นช่วงระยะเวลาก่อนหน้าที่เรื่องราวแห่ง The Wizard of Oz จะเกิดขึ้น กล่าวคือ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะบอกให้เราได้รู้กันว่า ‘พ่อมดแห่งออซ’ ที่ใครๆ ต่างก็ยกย่องให้เขาเป็นพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองมรกตนั้น เป็นใคร มาจากไหน และเขามีความพิเศษในตัวอย่างไรนั่นเอง

สำหรับเรื่องนี้...ถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว ค่อนข้างจะออกแนวเพ้อฝันเกินจริงตามชื่อเรื่องเป๊ะๆ เลยค่ะ แน่นอนว่า มีทั้งการผจญภัยสุดจะคาดเดา เรื่องปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นได้ยากแสนยากในชีวิตจริง มีทั้งตัวละครที่แสนดีและเหล่าร้ายเหมือนกับเรื่องแนวผจญภัยอื่นๆ

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีความน่าสนใจก็คือ...

Oz The great and powerful ได้แสดงให้เราเห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว บุคคลที่จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้สำเร็จนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นผู้ที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบเสมอไป...

เรื่องราวทั้งหมดในภาพยนตร์เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นและค่อยๆ ดำเนินไปเรื่อยๆ โดยพระเอกของเรื่องซึ่งมีนามว่า ‘ออสการ์’ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ‘ออซ’ นั่นเองค่ะ ออซเป็นนักเล่นมายากลตกอับ ที่แม้จะมีความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครที่มองเห็นคุณค่าในตัวของเขาเลย นอกเสียจาก ‘แอนนี่’ แฟนสาวคนหนึ่งของเขา ซึ่งเป็นคนที่เขารักที่สุดในบรรดาสาวๆ ที่เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยทั้งหมด แต่ด้วยความจนและความฝันอันยิ่งใหญ่ของตัวเขาเองที่มันมีมากกว่าการใช้ชีวิตเป็นชาวไร่ชาวนาอย่างผู้ชายคนอื่นๆ ก็ทำให้เขาหมดปัญญาแม้แต่จะคิดที่จะขอเธอแต่งงาน

และในวันที่เขาได้พบข่าวร้ายว่าแอนนี่กำลังจะหมั้นหมายกับผู้ชายคนอื่นซึ่งมีดีกว่าเขาทุกประการนั่นเอง เรื่องราวอันไม่คาดฝันก็ได้เกินขึ้น!

เมื่อออซมีอันต้องถูกพัดไปกับพายุเฮอร์ริเคนลูกใหญ่ซึ่งไม่ว่าใครที่ยังมีสติดีอยู่ก็คงเดาได้ไม่ยากว่าเขาไม่มีทางเลยที่จะรอด! แต่บางทีโชคชะตาก็เล่นตลกกับชีวิตของผู้คนเสมอ...

ออซ รอดชีวิต แต่แน่นอน...นั่นไม่ใช่จุดจบของเรื่องราวทั้งหมด หากแต่มันเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล...ชนิดที่เรียกว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว

และนี่...ก็คือจุดเริ่มต้นแห่งเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นของ Oz The great and powerful ค่ะ

ในขณะที่ฉันดูเรื่องนี้ แน่นอนค่ะว่าฉันพบว่ามันน่าตื่นเต้นละน่าติดตาม แต่สิ่งหนึ่งที่สะดุดใจฉันสุดๆ เลยก็คือ ‘ออสการ์’ หรือพ่อพระเอกของเราในเรื่องนี้ไม่ใช่คนดีแต่อย่างใด และถ้าจะพูดให้ชัดเจนเลยก็คือ...เขาเป็นนักต้มตุ๋น เป็นคนปลิ้นปล้อนหลอกลวง ไม่เอาใคร และค่อนข้างจะไร้ความรับผิดชอบ!

ฟังมาถึงตรงนี้คุณคงเริ่มจะทำหน้าแหยกันแล้วสินะคะ...ก็แหม พระเอกที่ไหนเขานิสัยแบบนี้กันเล่า? แบบนี้มันเข้าข่ายตัวร้ายในหนังสือนิทานก่อนนอนชัดๆ

แต่อย่าเพิ่งใจร้อนไปค่ะ...ถึงแม้ว่าออซของเราจะไม่ใช่คนหล่อเลิศเพอร์เฟคปานเหล่าคุณชายในสุภาพบุรุษจุฑาเทพ แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้หนังเรื่องนี้หมดสิ้นความน่าดูลงไปแต่อย่างใดค่ะ ตรงกันข้าม...มันกลับเป็นประเด็นหลักใหญ่ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความจับใจมากยิ่งขึ้น

ก็ทำไมฉันจึงพูดอย่างนั้น?

อย่างที่ฉันได้บอกคุณไปแล้วค่ะว่า ‘ในความเป็นจริงนั้น ผู้ที่มีความสามารถที่จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นเลยว่าเขาจะต้องเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ’...ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ผสมผสานอยู่ในเรื่องราวจากดินแดนมรกตนี้ก็ได้แสดงออกให้เห็นถึงแนวคิดข้างต้นนี้อย่างชัดเจนทีเดียว นอกจากนั้นยังให้คำตอบกับเราอีกว่า...

แต่...เขาผู้นั้น จะต้องเป็นบุคคลที่เคารพในความสามารถของตน และเชื่อมั่นในความฝันอันยิ่งใหญ่ที่ตนมีอย่างไม่ลดละ

‘และเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเชื่อนั่นล่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นไปได้!’

นี่เอง...คือแนวคิดที่พ่อมดจอมหลอกลวงแห่งออซได้สะท้อนออกมาให้ผู้ชมได้สัมผัส

เอาล่ะค่ะ ขอพักเรื่องราวจากดินแดนมหัศจรรย์เอาไว้แต่เพียงเท่านี้ และหากคุณเริ่มที่จะสนใจขึ้นมา ก็อย่าลืมตรงไปที่ร้านดีวีดีเช่นเคยนะคะ บางที...ประตูสู่ดินแดนมหัศจรรย์อาจกำลังเปิดรอคอยให้คุณเอื้อมมือไปสัมผัสอยู่ก็ได้ค่ะ

ขอลาไปด้วยภาพของเหล่าตัวละครจากภาพยนตร์ Oz The great and powerful และประโยคสุดท้ายที่ว่า...

‘อย่าลืมที่จะเชื่อมั่นในความฝันอันยิ่งใหญ่ของตัวคุณเอง’

ขอให้วันนี้เป็นหนึ่งในวันดีๆ ของคุณนะคะ สวัสดีค่ะ ^^