เอ้า... วันนี้เข้ามาตามสัญญาค่ะ ที่ว่าจะมาเล่าเรื่องนิทรรศน์รัตนโกสินทร์กับถนนพระอาทิตย์นั่นไง เอ...ลืมกันแล้วรึยังนะ เอาเถอะเนาะ ลืมไม่ลืมก็ฟังกันได้ฮ่ะ ถ้ายังไม่เบื่อคนเล่าน่ะนะ
หนที่แล้วพูดถึงโลหะปราสาท ทีนี้ก็จะขอเดินเลยลานเจษฎาบดินทร์ไปหน่อย เข้าสู่ "นิทรรศน์รัตนโกสินทร์"ค่ะ ชื่อก็บอกเต็มที่แล้วนะว่ารัตนโกสินทร์ เพราะงั้นเรื่องราวต่างๆที่อยู่ภายในมันก็หนีไปไม่พ้นกรุงเทพฯที่เราฉุดแฉนจะคุ้นเคยนี่หรอก
แต่ขอบอกก่อนน๊า ว่าตอนนั้นพวกเราไปกับโรงเรียนจ้ะ เพราะงั้นพวกค่าบ่งค่าบัตรอะไรเทือก ๆ นั้นโรงเรียนจะจัดการให้หมด ส่วนพวกเราก็เฮฮาบ้าบอกันเต็มที่ ดังนั้นขออย่าถามว่าบัตรเข้าชมราคาเท่าไหร่ ไปลุ้นกันเอาเองเถิด คนทางนี้จนปัญญาจ้ะ อ้อ... แต่แนะนำให้ใส่ชุดนักเรียนไปนะ ถึงเข้าฟรีไม่ได้ แต่จ่ายครึ่งราคาได้นี่มันก็น่าสนใช่มะล่า แล้วจะรู้...ชุดนักเรียนไทยน่ะ ทำอะไร ๆ ได้อีกเย๊อ ไม่ใช่แค่ใส่ให้ฝ่ายปกครองมาวิ่งไล่กวด
พอได้บัตรมาแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะเข้ากันได้ทันที คนเที่ยวเยอะเกินสถานที่ and คุณ ๆ พนักงานจะรับไหวฮ่ะ พอเข้าคิวรอบัตรแล้ว ก็ต้องมาเข้าคิวรอเข้าอีกต่อหนึ่ง แต่ไม่นานนักหรอก ยังไม่ทันได้เดินเที่ยวสำรวจอะไร ๆ ใกล้ ๆ เลยด้วยซ้ำ เสียงของท่านอาจารย์ที่เรียกพวกเราเข้าแถวอย่างกะเรียกเด็กอนุบาลก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะการหาเรื่อง(ซน)ของเราแล้ว ไอ้เรื่องที่ว่าจะหนีเที่ยวก่อนซะหน่อยก็เลยเป็นอันจบเห่ต้องเข้าแถวกันไปตามระเบียบ โดยมีคุณพนักงานเสียงนุ่มเดินนำหน้า โถ... เสียงแกนุ่มจริง ๆ นะ พอเผลอตั้งใจฟังเมื่อไรล่ะ จะรู้สึกเคลิ้มขึ้นมาจนหาไม้จิ้มฟันมาค้ำแทบไม่ทันเชียว
แล้วพอจัดแถวให้ลิงทโมนอย่างเราเสร็จแล้ว ก็จะเดินเข้างานกันได้ซะทีล่ะ และห้องแรกเลยที่เข้าไปถึงก็คือ ห้องแสดงประวัติเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเทียบกับต่างประเทศ เรียง ๆ กันไปตามพ.ศ. อ้อ... แต่อย่าถามนะว่ามีอะไรบ้าง ไหว้ล่ะจ้ะ เพราะจำไม่ได้เลยจ้ะ เค้ายอมรับผิดนะจ๊ะ แต่ถ้าอยากจะรู้นักต้องไปกันเองจ้ะ
แล้วพอจบจากห้องนี้ เขาก็จะพาเราเดินขึ้นบันได ไปสู่ห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นห้องฉายวิดีทัศน์ เพราะเห็นประตูบานใหญ่หนาหนักเหลือเกิน ท่าจะใช้เก็บเสียง ส่วนด้านในก็จะมีเก้าอี้นั่งเรียงกันเป็นแถว ๆ ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นยังไง ก็ลองวิ่งเข้าไปดูในโบสถ์คริสต์ เป็นแถว ๆ คล้าย ๆ อย่างนั้นแหละ ส่วนด้านหน้าสุดจะเป็นฉากสีขาวแผ่นใหญ่ ซึ่งคุณพนักงานที่ยืนอยู่ตรงด้านขวาของเราจะใช้เป็นจอฉายวิดีทัศน์ให้เราดูกันฮ่ะ ช่างให้บรรยากาศชวน(หลับ)ฝันเหมือนท้องฟ้าจำลองจริง ๆ แต่แหม... ถ้าเอาแต่เข้าเฝ้าองค์อินทร์ก็จะเสียชื่อคนเล่าหมด ยังไง ๆ ก็ต้องฟังล่ะน่า ม่ายงั้นจะมีเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเล่าต่อได้ไง ฟังเสร็จก็ต้องสั่งไอ้เจ้าขมองในหัวให้มันจำไว้ด้วย แต่แย่หน่อย...ตรงที่หน่วยความจำข้าน้อยต่ำฮ่ะ สุดท้ายก็จำได้มั่งไม่ได้มั่ง แต่ที่จำติดหูติดมือ(เพราะแอบเอากระดาษกับปากกาขึ้นมาจด)ก็คือชื่อเต็มของมหานครเรานี่เอง มะจะร่ายให้ฟัง ฟังเสร็จแล้ว จะจำ จะจาร หรือ จะจรไปเลย ก็ไม่ว่ากัน ถือเอาเป็นสนุก ๆ เนาะ มาเริ่มที่ชื่อเต็มกรุงเทพ ฯ กันก่อน หลายคนก็คงรู้ล่ะ ก็ไอ้เพลงที่ตอนเด็ก ๆ ชอบร้องเล่นนั่นไง
"กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์"
ร้องเป็นไหม? ตะก่อนนี้จะร้องเล่นกันกะเพื่อนเป็นทำนองเลย เอาล่ะ ประเดี๋ยวจะว่าคำแปล แต่คำแปลนี่ไม่มีเป็นเพลงนะ ใครอยากได้ก็ต้องลองไปใส่ทำนองดูเอง
"พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการน่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้"
เอ้า.. จบล่ะ นี่ล่ะชื่อกรุงเทพฯเรา ฟังจบเล่นเอาขนลุกเลย เมืองไทยเรานี่ขลังนะ ว่าง ๆ ลองไปหา ๆ เรื่องเล่าเก่า ๆ มาอ่านดูสิ สนุกดี ขนลุกดีด้วย ฉันก็เคยอ่าน ๆ มามั่งล่ะ แต่เล่าไม่ได้ ประเดี๋ยวคนเขียนรู้เขาอาจมาเก็บค่าลิขสิทธิ์ อยากรู้ต้องไปซื้อเอาเอง จวนงานหนังสือแล้วนิ บอกให้ว่าชื่อเรื่องสนธยากาล ของ ณ บ้านวรรณกรรมจ้ะ ส่วนจะอ่านหรือไม่ก็แล้วแต่ศรัทธา
มะ... ว่าเรื่องของเรากันต่อ หลังจากฟังเรื่องของกรุงเทพฯแล้ว คุณพนักงานคนสวยก็เปิดประตูให้เราออกค่ะ เท่านั้นไม่พอ แกยังบอกเราอีกว่า "ขณะนี้ทุกท่านได้ขึ้นมาลิฟต์มาถึงชั้นสามแล้วค่ะ" ห๊ะ!! ไอ้ห้องที่เรานั่งกันอยู่นี่จริง ๆ แล้วเป็นลิฟต์เรอะ! แหม... อะเมซิ่ง แต่ที่ยิ่งทำให้ซิ่งก็คือ คุณพี่ฝาหรั่งที่ไหนมะรู้ที่อยู่ ๆ เก๊าะมายืนรวมอยู่กะกลุ่มเราด้วยนี่ล่ะ แหม... เล่นเดินมากับกลุ่มคนไทย ไอ้เรายังพูดกะเพื่อนอยู่เลย ว่าอื้อหือ พี่แกคงเก่งภาษาไทยน่าดูนะ ฟังคุณพนักงานบรรยายภาษาไทยรวมกับเราได้สบายใจเฉิบเนี่ย แต่ที่ไหนได้... ยาย milk tea ปล่อยไก่หมดเล้าฮ่ะ คุณฝาหรั่งแกมะได้ฟังไทยออกร๊อก แกสวมเฮดโฟนฮ่ะ แล้วไอ้เครื่องมือไฮกะเทกเนี่ยก็จะมีภาษาต่าง ๆ ให้เลือก รึก็คือแกก็ฟังภาษาปะกิตของแกไปนั่นแหละ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกะเราเล๊ย แต่นั่นแหละ เห็นไหม ประเทศไทยเราไม่ว่าคนชาติไหนก็มาอยู่ร่วมกันได้ฮ่ะ(เกี่ยวไหม? ช่างเถอะ)
แล้วต่อจากห้องนี้ไปก็จะมีห้องต่าง ๆ อีกหลายห้องมาก ซึ่งหากเอามาเล่าเสียหมดก็จะเกิดข้อเสียขึ้นสองสามข้อ หนึ่งจะทำลายอรรถรสของคุณที่ต้องการไปเที่ยวเอง สองจะทำให้ชวดถนนพระอาทิตย์ไปอีกมื้อ และสามจะทำให้คนเล่าปล่อยไก่ออกไปอีกเล้า(เพราะจำไม่ค่อยได้ ประเดี๋ยวเล่าผิดเล่าถูก) เอาเป็นว่า อยากทราบต้องไปดูให้เห็นกับตาค่ะ หนึ่งปากว่าไม่เท่าตาเห็นหรอก โดยเฉพาะเป็นปากที่ชอบใส่ไข่ด้วยล่ะนะ เพราะฉะนั้นจะขออนุญาต "ข้าม" ไปอย่างง่าย ๆ เลยแล้วกัน อย่าโกรธกันเลยนะจ๊ะ เดี๋ยวจะเล่าเรื่องถนนพระอาทิตย์ชดเชยให้จ้ะ
พอพูดถึงเรื่องถนนพระอาทิตย์ ก็พาลทำให้ฉันนึกถึงเรื่องปล่อยไก่เข้าอีกแล้ว(ปล่อยไปจนจะไม่เหลือละเนี่ย) ไว้เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง เรื่องมันต้องมีที่มาและที่ไป รีบมากไม่ดีฮ่ะ
มาเริ่มต้นกันก่อนเลยถึงสาเหตุของการไปเที่ยว ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก เป็นแค่ความนึกครึ้มอะไรไม่รู้ของฉันนี่เอง ที่เกิดไปถูกตาต้องใจ ต้องมนต์ของภาพถ่ายสวย ๆ ที่เห็นมาจากในเน็ตนี่ล่ะ สุดท้ายก็เลยอดใจไม่ไหวต้องยกหูโทรศัพท์รีบหาพรรคพวกมาร่วมครึ้มด้วยกัน แล้วก็ได้จริงด้วยฮ่ะ นับรวม ๆ กันแล้วมีทั้งหมดห้าคน และแล้วกลุ่มรวมตัวเฉพาะกิจอย่างเรา ก็เริ่มต้นการเดินทางที่ไร้แผนการใด ๆ ณ วงเวียน 22 กรกฎาค่ะ
ไม่ช้าไม่นาน พวกเราก็ก้าวกระโดดขึ้นรถเมล์ฟรีเพื่อตรงดิ่งไปยังถนนพระอาทิตย์ทันที อากาศวันนั้นร้อนทีเดียว แต่มันก็เป็นเรื่องปกติของบ้านเราล่ะเลยไม่มีใครใส่ใจ แล้วหลังจากที่พวกเรานั่งเหงื่อแตกพลั่ก ๆ กันอยู่สักพัก สายตาของเราก็เหลือบไปเห็นป้อมพระสุเมรุอยู่ไกล ๆ เราซึ่งชีพจรดิ่งลงเท้ากันอยู่แล้ว ก็เลยเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้แล้วเปลี่ยนไปเป็นโหนราว(รถเมล์)ทันที เราก้าวขาลงจากรถตรงฝั่งตรงข้ามของป้อมพระสุเมรุ เบื้องหน้าคือสวนสันติชัยปราการ แล้วก็รีบเดินข้ามฝั่งไปเผื่อว่าหญ้าเขียว ๆ ที่พื้นสวนอาจทำให้อาการชีพจรทิ้งดิ่งของเราทุเลาลงบ้าง ว่าแต่... คุณเคยไปสวนสันติฯไหม? ถ้าหากเคยคงพอจะนึกภาพออก แต่หากไม่เคย ฉันก็จะพยายามบรรยายให้ฟัง แต่อย่าหนีไปเที่ยวในความฝันกันซะก่อนแล้วกัน
สวนสันติฯเป็นสวนเล็ก ๆ ค่ะ จะเอาไปเทียบกันสวนลุมพินี แม่สวนสาธารณะแห่งแรกของกรุงเทพฯที่ฉันเคยเล่าให้ฟังไม่ได้เลย แต่ถึงจะเล็กกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าจะด้อยกว่า สวนสันติฯเขาก็มีเสน่ห์ของเขาจ้ะ มะ..ลองฟังกันดู
อันว่าเสน่ห์ของสวนสันตินั้นก็คือความเป็นสวนริมน้ำ จริง ๆ สวนลุมฯนี่ก็ริมน้ำนะ แต่น้ำคนละน้ำกัน สวนสันฯน่ะริมแม่น้ำ ส่วนสวนลุมฯน่ะริมลูกน้ำ เทียบเอาเองละกัน ว่าอย่างไหนจะอลังกว่า สวนสันติฯจะอยู่ชิดติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งหากมองไปทางขวามือก็จะได้เห็นความงามของสะพานพระรามแปด และถ้ามาตอนเย็น ๆ นะจะมีฉากพระอาทิตย์ตกดินเป็นของแถม แหม... โรมานติคอย่าบอกใคร แต่น่าเสียดายว่าเรามากันเอาเที่ยง ตะวันส่องกบาลช่างทรมานอย่าบอกใคร แต่เพราะอยู่ริมน้ำนี่ล่ะ ต่อให้แดดจะเผายังไงลมก็ยังเย็นสบาย นี่ล่ะ เขาถึงได้ว่าเมืองไทยร่มเย็นเป็นสุขไง น่าเสียดาย เดี๋ยวนี้บ้านเมืองมันมีแต๊ตึก เราก็เลยรับแต่ลมแอร์กันฉบายพร้อมกับทรัพย์ที่ค่อย ๆ ละลาย
ถัดจากสวนสันติฯ เราก็ร่อนไปหาที่หลบร้อนกัน เดินผ่านบ้านเจ้าพระยาหลังงาม(แต่ได้แค่มองนะ เข้าไม่ได้จ้ะ) ก่อนเดินข้ามไปบ้านพระอาทิตย์ ซึ่งไอ้เราก็ปล่อยไก่ตัวโตที่นี่แหละ แหม... นึกว่าจะเข้าได้ ที่ไหนเสียเขาเป็นที่สำนักงานของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการฮ่ะ เข้าไม่ได้อีกเหมียนกัน ไอ้เราก็เลยแก้เก้อโดยการเดินหน้าเข้าร้านขนม "บ้านพระอาทิตย์" แทน เป็นที่หลบร้อนได้ดีทั้งกายและใจเลย ร้านสวย แถมเจ้าของร้านใจดี เราก็เลยนั่งพักคุยกันไปอย่างสบายอารมณ์ แถมคุณเจ้าของร้านแกยังมาแนะนำสถานที่เที่ยวให้เราอีกแน่ะ แหม... แบบนี้จะไม่ให้ชมว่าน่ารักได้ไง นี่ล่ะ เที่ยวเมืองไทยมันจะสบายใจอย่างนี้!
หากลองมอง ๆ ไป บ้านแถบถนนพระอาทิตย์นี่จะเป็นบ้านแบบเก่า ๆ สวย ๆ ทั้งนั้น เพราะตะก่อนแถบนี้เป็นแถบผู้ดีไง แล้วถนนที่เราเดิน ๆ กันอยู่เนี่ย เมื่อก่อนนี้ไม่มีนะ มีแต่คลองจ้ะ แล้วเขาก็เดินทางโดยใช้เรือพายเอา ผู้ดีแต่ก่อนเขาต้องมีบ้านริมคลองกันแบบนี้ ส่วนรอบ ๆ บ้านเขาก็จะเป็นพื้นที่ว่างปล่อยให้คนมาเช่าอยู่จ้ะ แล้วก็เก็บสตางค์เอา เราก็เลยจะพบบ้านสวย ๆ แบบนี้กันตามตรอก ไม่เชื่อลองไปดูสิ เคยได้ยินไหมที่ว่า "ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน" น่ะ มันมีที่มาแบบนี้แหละ
หลังจากหายเหนื่อยกันแล้ว เราก็บอกลาเจ้าของร้านก่อนเริ่มออกเดินทางต่อ ยิ่งเดินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นว่าถนนสายนี้สวย ทำให้อดนึกไม่ได้เลย ว่าแต่ก่อนตอนที่สถานที่ต่าง ๆ แถบนี้เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ จะสวยจับตาสักเพียงไหน อดีตชวนให้คนหวนนึกถึงเสมอล่ะ แต่นึกมาก ๆ ก็ไม่ดีนะจ๊ะ เดี๋ยวน้าดีตเค้าจะน้อยใจเพราะเราเอาแต่นึกถึงอาดีต อาดีต
ถัดจากถนนพระอาทิตย์ที่สวยงามจนแสบตา เราก็เดินผ่านมหาลัยธรรมศาสตร์ แวะถ่ายรูปแม่โดมกันซะหน่อยพอเป็นสัญลักษณ์ว่ามาถึงแล้วนะจ๊ะ แล้วค่อยทะลุมาโผล่ยังท่าพระจันทร์ที่แสนจะนวลตา แถบนี้ของกินเยอะฮ่ะ เราหยุดแวะกินไอศกรีมกับมะตะบะกันจนพุงกางแทบลงกลิ้งเลยแหละ แต่ก็ยังไม่วายหาเรื่องเที่ยวต่อจนได้ ไหน ๆ ก็มาท่าพระจันทร์นี่นะ จะไม่ลงเรือเลยเดี๋ยวจะเหมือนมาไม่ถึง พวกเราเลยตัดสินใจลงเรือข้ามฟากไปขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช แล้วก็เลยถือโอกาสไปลงนามถวายพระพรกันเลย พอไปถึง คนเยอะมากจริง ๆ นะ น่าปลื้มใจดีไหม ยังไง ๆ สำหรับคนไทยแล้วในหัวใจก็ยังรำลึกถึงร่มฉัตรที่ปกเกล้าอยู่เสมอ หลังจากลงนามถวายพระพรกันไปแล้ว เราก็เตร่ ๆ กันอยู่ในโรงบาลล่ะฮ่ะ แหม... ใครว่าเที่ยวที่โรงพยาบาลไม่ได้ เราเถียงตายเลย ที่นี่สวยนะ ขนาดว่าเรากดชัตเตอร์กันไม่ยั้งเลยล่ะ ว่าง ๆ คุณลองไปดูสิ แล้วจะรู้ว่าฉันพูดโกหกรึเปล่า
ออกจากโรงพยาบาลศิริราชก็ราว ๆ บ่ายสามโมง เราโดดขึ้นเรือข้ามฟากแล้วรีบออกเดินเที่ยวต่อ(ไม่รีบเดี๋ยวอด) แล้วก็ทำการตกลงกันว่าจะไปวัดพระแก้ว
แปลก... เราเองก็คนกรุงเทพฯ ผ่านวัดพระแก้วกันมาก็หลายหน(ยังยกมือไหว้อยู่เลย) แต่กลับไม่เคยเข้าไป วันนี้วันดีที่ได้เที่ยว เลยถือโอกาสเข้าซะเลย แต่พอก้าวขาเข้าไปเท่านั้นล่ะ อะโห... มีแต่ฝาหรั่งทั้งนั้นเจ้าค่ะ แอบนึกว่าเมืองนอกเลยนะ ต้องตบหน้าตัวเองแล้วคิดในใจ "เมืองไทยจ้าเมืองไทย อย่าเพิ่งไปไกลจ้ะ" หลังจากสติคืนมา สายตาก็เริ่มสังเกตุ สังเกตุอะรายน่ะหรือ ก็เสื้อผ้าน่ะสิจ๊ะ ในกลุ่มเรานุ่งขาสั้นกับกระโปรงสั้นอยู่สองท่านจ้ะ เข้าไม่ได้นะอย่างนี้ถ้าแบบศัพท์อังกฤษเขาเรียกแบน(มะใช่เหล้านะจ๊ะ อย่าเข้าใจผิด) ถ้าจะเข้าต้องไปเช่าผ้านุ่ง ค่ามัดจำผืนละสองร้อยจ้ะ(จำแม่นเลยล่ะ) ตอนแรกเราเห็นแม่สองนางนุ่งผ้าเราก็ล้อให้ แต่พอดูไป ๆ ก็เริ่มจะอิจฉานิด ๆ ก็ดูเข้าดีนี่นา สวยเชียว น่าเสียดายอีกเหมือนกันนะ ทำไมสาวไทยเลิกนุ่งกันไปก็ไม่รู้ ดูอย่างสาว ๆ ข้าง ๆ บ้านซะมั่งสิ ยังนุ่งกันสวยพริ้งอยู่เลยเห็นมะ
ภายในวัดพระแก้วเย็นสบาย รอบ ๆ อุโบสถจะมีศาลารายยาวเป็นแถ๊ว มีคนไปนั่งพักกันให้พรึ่บผิดไปจากวัดอื่น ส่วนตัวอุโบสถเป็นลายกนกนูนรอบ อธิบายไม่ถูก รู้แต่สวยมาก ว่าง ๆ คุณไปดูนะ แล้วพอขึ้นไปถึงประตูหน้าจะมีอ่านน้ำมนต์ใหญ่ แถมดอกบัววางไว้ให้อีกเสร็จสรรพ ไม่ได้ไว้ให้สักการะพระแก้วหรอกจ้ะ เขาเอาไว้ให้จุ่มลงอ่างน้ำมนต์รดหัวตะหาก ซึ่งเราก็รดกันไปสนุกสนานฮ่ะ รดน้ำมนต์เสร็จก็ตรงเข้าอุโบสถเลย เพิ่งเคยเข้าครั้งแรก เราเลยเอาแต่มองไม่วางตาจนแทบลืมกราบ ตอนนั้นพระแก้วท่านทรงเครื่องทรงฤดูหนาว พอมาเห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่แต่ในทีวีแล้วรู้สึกชื่นใจ โธ่... บ้านเราก็อยู่นี่แท้ ๆ อยู่บนแผ่นดินที่ท่านปกปักษ์รักษา แต่กลับไม่เคยมาไหว้ท่านตรง ๆ เลย
ออกจากอุโบสถเราก็ไปซนกันต่อ แต่ตอนนั้นเริ่มเย็นแล้ว เราก็เลยเดินกันเร่งๆ แรกเลยก็โฉบไปดูรามเกียรติ์ที่ริมผนังฮ่ะ สนุกนา ต่อเป็นเรื่องเชียว คุณลองไปดูกะตาสิ ต้องดูไล่ดี ๆ นะประเดี๋ยวจะเห็นอะไรดี ๆ แต่ให้บอกตรงนี้ไม่ได้หรอกจ้ะ เดี๋ยวโดนแม่เขกหัว ไปหา ๆ กันเองแล้วกัน ดูกันเสร็จก็ตรงไปจักรีมหาปราสาท หรือที่เขาเรียกฝรั่งสวมชฎาแหละ ตรงนี้จะมีทหารเฝ้ายามอยู่ ยืนนิ่งกันเป็นหุ่น(ตอนแรกเราก็นึกว่าหุ่นจริง) อ้อ... แล้วคุณเพื่อนเราก็เข้าไปล้อเขาด้วยแน่ะ ดี๊พี่เขาไม่ยกมือมาเขกหัว
ถัดจากวัดพระแก้ว เราก็กะจะไปที่ไหนต่ออีกสักที่เป็นแหล่งสุดท้าย แล้วก็เลยตัดสินใจไปศาลเจ้าพ่อหลักเมืองค่ะ เอ้า... ไหน ๆ ไหว้พระแก้วแล้ว จะให้พลาดศาลหลักเมืองไปก็กระไรอยู่จริงไหมล่ะ แล้วเราก็เลยเดินไปกันอีกตามประสาคนไร้สตางค์ พอไปถึงเท่านั้นล่ะ ต่างคนต่างก็คอแห้งกันเป็นผุยผง มองหาน้ำกันให้ควั่ก แล้วสุดท้ายไปได้น้ำไหนทราบไหม? ก็น้ำมนต์นั่นล่ะฮ่ะจะพ้นหรือ เอาน่า... นอกจากหายคอแห้งแล้วยังได้สิริมงคลแถม คุ้มน่ะคุ้ม ดื่มเสร็จแก้กระหายไปแล้วเราก็ตรงเข้าไปไหว้เจ้าพ่อหลักเมือง พอถึงตรงนี้ อยู่ ๆ ฉันก็หวนนึกไปภึงความหมายของชื่อกรุงเทพฯขึ้นมา กรุงเทพฯ หรือ เทพนคร ตะก่อนนี้ผู้ใหญ่จะเคยบอกเคยสอนว่าอย่าไปทำอะไรไม่ดีนะ ผีสางเทวดาท่านเห็น แต่ในยุคในสมัยแบบนี้ จะมีใครเชื่อผีสางเทวดาอีกบ้างไหม? แล้วก็เลยกลายเป็น ถ้าจะทำอะไรไม่ดี ก็อย่าให้ถูกจับได้เป็นพอ ความเชื่อแบบนี้นับวันจะยิ่งหายเพราะคนเขาว่างมงาย แปลกนะ หลายคนชอบติบ้านตัวเอง อย่างโน้นไม่ดี อย่างนี้ไม่ใช่ แต่ของดีประจำบ้านกลับไม่ค่อยนึกถึงจนนับวันจะยิ่งเลือนหาย
จบจากศาลเจ้าพ่อหลักเมือง กลุ่มเที่ยวเฉพาะกิจของเราก็เริ่มแตกกันไปคนละทาง ต่างคนต่างเที่ยวกันจนอิ่มหนำสำราญแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ไปใช้ชีวิตตามแบบฉบับของตัวเองต่อไป แต่คอยดูต่อไปเถอะ ประเดี๋ยววันไหนเกิดนึกครึ้มขึ้นมาก็ชวนกันหนีเที่ยวอีกแหละ แล้วถึงตอนนั้นจะเกี่ยวมาเล่าให้ฟังจ้ะ วันนี้ขอตัวไปนอนก่อนล่ะ ดึกแล้ว เดี๋ยวพ่อจะแพ่นกบาลเอา ลาล่ะค่ะ ฝันดีนะ
ก่อนนอนต้องดื่มนมร้อนจ้ะถึงจะดี อย่าเป็นชาหรือกาแฟเชียวนะ ประเดี๋ยวตาค้างตื่นอยู่จนเช้าล่ะจะหาว่าไม่เตือน