Midnight Cafe'

posted on 20 Mar 2011 01:22 by milk-tea
  สวัสดีค่ะทุกท่าน~ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Midnight Cafe' ค่ะ(ฮา)  ขออณุญาตเปิดร้านรอบดึกค่ะวันนี้  ก็ไม่ใช่อะไรเล๊ย แค่อยากดู Super Moon อ่ะ  แค่นั้นจริง ๆ นะ  เลยคิดว่าจะนั่งจิบกาแฟไปเรื่อย ๆ จนกว่าตีสองจะมาเยือนค่ะ(ฮา)
 
  ไม่เจอกันนาน นานมาก ๆ เลย  ฉันคิดถึงร้านนี้จริง ๆ เลยค่ะ  พอไม่ได้มาเล่าโน่นเล่านี่ให้ฟังแล้วมันช่างคันนิ้ว(ฮา)  เป็นยังไงกันบ้างคะ  ฉันก็ได้แต่หวังให้พวกคุณสบายดีกันล่ะนะ  ยิ่งช่วงนี้อากาศหนาว(นอกฤดู)อย่างแรง  รักษาสุขภาพกันเอาไว้เป็นดีค่ะ
 
  เอ... ว่าแต่ในช่วงเวลาแห่งการรอคอยสิ่งพิเศษแบบนี้  คุณไม่สนใจจะรับอะไรร้อน ๆ ไปจิบสักหน่อยหรือคะ?  ถ้าถามฉันล่ะก็  ฉันว่าจิบชาร้อน ๆ ไปพลาง  ชมจันทร์ไปพลางมันคงจะงามดีพิลึกเลยล่ะ  โดยเฉพาะถ้าเป็นชาจากขวดแก้วในบ้านของคุณเองน่ะนะ 55+(โดนรุมกินโต๊ะ...)  แต่ถ้าคุณยังไม่อยากดื่มอะไรในตอนนี้ล่ะก็  สนใจจะมานั่งคุยเล่นกับฉันสักนิดไหมคะ?  ก็ตามประสาคนนอนดึกด้วยกันไงล่ะ ^^
 
  ไม่มีใครที่นอนดึกเป็นมาตั้งแต่เกิด  มันก็เหมือนกับทักษะอย่างอื่นที่ต้องได้รับการฝึกฝนในระยะเวลาที่พอเหมาะจึงจะชำนาญ  ยิ่งคุณฝึกเท่าไหร่  คุณก็จะยิ่งเชี่ยว  ขนาดที่นอนแค่เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้นวันรุ่งขึ้นก็ยังสามารถทำงานได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวปานโด๊ปด้วยซุปไก่สิบขวด!(ฮา)  ก็ว่าเข้าไปนั่น....  อันที่จริงคนเรานอนดึกเพราะมีเหตุผลหรอก  เป็นงั้นใช่ไหมคะ?
 
  บางทีอาจจะเป็นเพราะงานที่คั่งค้างสะสม  บางทีอาจเป็นเพราะซีรีย์เกาหลังที่แสนจะติดพันดูกันตาแฉะ  หรืออาจจะเป็นเพราะกำลังรอบางสิ่งหรือบางคนอย่างใจจดใจจ่อ  เหตุผลจะเป็นอะไรฉันก็ได้แต่เดาไปเรื่อยแหละ  แต่ที่แน่ ๆ ผลของมันก็ทำให้ที่ขอบตาของเรามีวงสีดำสุดแสนจะเซ็กซี่(?)ปรากฏขึ้นมาเด่นเป็นสง่า
 
  การนอนดึกทำให้สุขภาพทรุดโทรมจริง ๆ....  แต่บางทีวิกฤตสุด ๆ มันก็สร้างผลกำไรให้เราบ้างเหมือนกันนะ  อย่างน้อย  ฉันก็คิดว่าอากาศตอนกลางคืนนี่มันเย็นสบายดี น่าทำงานกว่าตอนกลางวันเป็นไหน ๆ  แถมตอนกลางคืนนี่ก็เงียบสงบดี  ความเป็นส่วนตัวที่แทบหาไม่ได้ในช่วงของวันอันพลุ่งพล่านก็สามารถเก็บเกี่ยวเอาได้จากตอนฟ้ามืดนี่เอง  และในความเงียบและเย็นแบบนั้น  บางทีฉันก็ไม่ได้ยินเสียงอะไร  นอกจากเสียงความคิดของตัวเอง
 
  ว่าแต่คิดยังไงมันถึงมีเสียงกันนะ?
 
  แน่นอนล่ะ ก็คิดแล้วพูดออกมาน่ะสิ(ฮา) //บางทีถ้าเล่นแบบนี้บ่อย ๆ ฉันคงโดนคนฟังผลักตกเก้าอี้เข้าสักวัน...
 
  ก็นะ... คนเรามีสมองไว้ให้คิดนี่นา แล้วก็ยังมีใจไว้ให้เก็บอีก  หลายอย่างมันก็เลย  คิดแล้วเก็บไว้ในใจ.... คิดแล้วเก็บไว้ในใจ...  พอท่องไปท่องมาแล้วมันก็คล้ายบทสวดแฮะ(ฮา)  ถ้าหากว่าใจมันมีรูปร่างเป็นตู้สักหลัง  มันคงเป็นตู้ที่ล้นไปด้วยข้าวของมากมายแทบทะลักเลยล่ะมั้ง  แล้วเมื่อไหร่กันนะที่ข้าวของที่เฝ้าสะสมไว้มากมายจะถูกนำออกมาใช้ประโยชน์สักที?
 
  ฉันเองก็เป็นพวกที่ชอบสุม ๆ อะไรต่ออะไรไว้ในตู้เหมือนกัน  โดยไม่แยกประเภทและไม่จัดให้เรียบร้อยซะด้วยสิ(ฮา)  บางอย่างเคยซื้อแล้วแท้ ๆ แต่เพราะเก็บไว้นานจนเลือน  สุดท้ายก็ผ่าซื้อเข้าอีกจนได้....  เป็นอย่่างนี้ทีไรอนาจใจตัวเองทุกทีค่ะ  จะเอาของไปแลกเงินคืนกับเจ้าของร้านก็ฉ่งเช้งกันไปมาสุดท้ายก็หงายท้องซะเอง  ฉันก็เลยทำได้แค่หิ้วค่าโง่ของตัวเองกลับบ้านอย่างปลงอนิจจัง  บางทีการจัดตู้ซะบ้างมันก็จำเป็นใช่ไหมล่ะคะ?
แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทำเรื่องแบบนั้นกันล่ะ  ในชีวิตที่ทุกวัน ๆ เวลามีค่าซะมากกว่าทองแบบนี้
 
  อืม... ฉันว่า  ตอนกลางคืนก็ดีนะ  ไหน ๆ ก็ไม่นอนแล้วนี่นา  ลองรื้อดูจะดีไหมนะ? ฉันเองก็ชักอยากรู้แล้วค่ะว่าตัวเองเก็บอะไรเอาไว้บ้าง
 
  อ้าว  แหม... ตีสองแล้วนี่คะ  ไวจังเลยนะ  ขอตัวออกไปกินลมชมจันทร์ก่อนล่ะ  ราตรีสวัสดิ์นะคะ ^^
 
 
 
เค้าอยากไปอัมพวาอ่ะ... >_<  เห็นใจคนอยากไปหน่อยนะ  ไปด้วยกันเถอะนะ นะ นะ น๊าาาา~~
 

edit @ 20 Mar 2011 18:59:47 by Milk-Tea

  วันนี้ขึ้นชื่อเรื่องมาประหลาดนิด  จริง ๆ แล้วไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ  แค่ตอนนี้อยู่ว่าง ๆ มันก็เลยเกิดนึกถึงเรื่อง ๆ หนึ่งขึ้นมา  เป็นเรื่องแปลกประหลาดปนสยองที่เกิดขึ้นกะตัวนี่แหละ  เอ้อ...  จำได้ว่าไอ้ตอนนั้นน่ะตกใจแทบตายแน่ะ  แต่พอมานึกถึงตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องตลกไปได้ยังไงไม่รู้  ลองฟังกันดูไหมคะ?  มะประเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง  แต่อย่าเพิ่งขำกันท้องแตกนะ  ม่ายงั้นคนเล่าเกิดอดใจไม่ไหวขำกลิ้งตามไปด้วยล่ะจะอดฟัง
     
  เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในเย็นย่ำวันหนึ่ง  ท้องฟ้ามืดสลัว(เพราะมันเริ่มหัวค่ำแล้ว)  เสียงหมาข้างบ้านหอนดังอยู่เป็นระยะ ๆ  และข้าพเจ้าก็นั่งอยู่ในบ้านคนเดียว  นั่งทำอะไรอยู่น่ะหรือ?  ก็นั่งกินขนมไปเล่นคอมฯไปอย่างสบายใจเฉิบฮ่ะ!  ก็แหม...  ถูกใช้ให้เฝ้าบ้านนี่นา  น่าเบื่อจะตาย  มันก็ต้องหาอะไรทำแก้เซ็งกันมั่งล่ะ  เห็นบรรยากาศกำลังดี  นี่ถ้ามานั่งล้อมวงกันเยอะ ๆ แล้วเล่าเรื่องผีเล่นกันนะเจ๋งเลย  แต่แย่หน่อยที่ฉันนั่งอยู่คนเดียวแผนการนี้มันก็เลยเจ๊งฮ่ะ  ยังดีที่บ้านมีคอมฯ  ก็เลยนั่งเล่นมันไปเรื่อยแหละ  แล้วในขณะที่ฉันกำลังนั่งดูคลิปใน Youtube อยู่นั่นเอง  หู(ที่ถูกปิดด้วยเฮดโฟน)ก็พลันได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง  มันเป็นเสียงที่ฟังเหมือนกับดังมาจากที่ไกล ๆ   ดัง  ซ่า~ ซ่า~
     
   ณ ตอนนั้นฉันไม่ได้สนใจอะไร  เพราะคิดไปว่าคนข้างบ้านคงกำลังรดน้ำต้นไม้  แต่แล้ว  ในขณะที่ฉันกำลังรอคลิปโหลดอยู่นั่นเอง  ความคิดหนึ่งก็เกิดพุ่งขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว 
     
  "ใครเขาจะบ้ามานั่งรดน้ำต้นไม้ในเวลาแบบนี้กันฟะ!"
     
   คิดได้อย่างนี้  ฉันก็รีบเงยหน้าขึ้นจากจอคอมฯทันที  และที่เบื้องหน้าของฉันนั้นเอง  ไนแองการ่ากำลังทิ้งตัวซ่าลงมาจากเพดานห้องกินข้าว!   แล้วก่อนที่ฉันจะทันส่งเสียง  อยู่ ๆ ไฟทั้งบ้านก็ดับวูบลงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาสับคัตเอาท์!
     
  โอ้แม่เจ้า!  ทีนี้ร้องเฮ้ยขึ้นมาดังลั่นบ้านเลยค่ะ  สติสตางค์(ที่ปกติก็ไม่ค่อยมี)หายเกลี้ยงเกลา  แต่แล้วไอ้เจ้าเสียง ซ่า ซ่า นี่แหละก็เรียกให้วิญญาณของฉันกลับเข้าร่างอีกครั้ง  ทีนี้ก็จะรอช้าอยู่ไยล่ะคะ  รีบคว้าโทรศัพท์กดหาท่านน้าที่อยู่ข้างบ้านด่วนจี๋เลยฮ่ะ  โชคยังดีที่น้าเขากลับบ้านแล้ว  พอได้ยินเข้าก็เลยรีบบึ่งมาช่วย 
     
  พอมาถึง  คุณน้าก็ออสระอึงออึงไม่โท "อึ้ง" ไปตามสถานการณ์นิด ๆ  ก่อนที่แกจะรีบเผ่นไปกระชากปลั๊กปั๊มน้ำออกฮ่ะ  พอมาถึงตอนนี้ก็ถึงทีต่างคนต่างวิ่งแล้ว  ไอ้เราก็ดิ่งเข้าครัวก่อนเลยฮ่ะ  แล้วรีบไปคว้าเอากะละมังมารองไอ้เจ้า "ไนแองการ่า" ที่กำลังจะทำให้บ้านฉันกลายเป็นแอ่งน้ำเล็ก ๆ   ส่วนคุณน้าแกก็รีบเผ่นขึ้นชั้นสอง  ไปดึงเอาปลั๊กไฟในห้องนอนท่านพี่ออก  ม่ายงั้นคงจะมีเฮกันกว่านี้
     
  หลังจากนั้นก็ช่วยกันรองน้ำ  เช็ดพื้นเป็นพัลวันเลยฮ่ะ  ไอ้รู้ก็รู้ล่ะว่างานนี้ท่อแตกแน่แล้ว  แต่จะตรงไหนหรืออย่างไรนี่จนปัญญา  ไอ้เราก็มะใช่ช่างซะด้วยสิ  ต่างคนต่างก็เลยไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านี้ 
     
  แต่ก็เหมือนพระมาโปรดจ้ะ  พอดีตอนนั้นป้าแท้ ๆ เราที่อยู่บ้านตรงข้ามแกเห็นบ้านเราไฟดับ  แกก็เลยชวนลุงมาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้น  พอแกรู้สาเหตุเข้า  ก็เลยเข้ามาช่วยกัน  โชคดีที่ลุงเก่งงานช่างแกเลยว่าจะช่วยดูท่อให้  ส่วนป้าก็ไปตามลูกพี่ลุกน้องเรามาฮ่ะ  ให้มาช่วยกันวิดน้ำ  ทีนี้ก็เลยโล่งใจขึ้นเยอะ  นึกไม่ออกเลย  ว่าถ้านี่ต้องอยู่คนเดียวไม่มีใครเลยจะเป็นยังไง
     
  เวลาผ่านไปพักใหญ่  พวกเราก็ต่างคนต่างช่วย ๆ กันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งลุงเปลี่ยนท่อให้เราเสร็จ  และไนแองการ่าก็หยุดไหลแล้ว   พ่อกะแม่ฉันก็กลับมากันพอดี
     
   อีตอนแรกก็กลัว ๆ อยู่ฮ่ะว่าคงจะโดนแหง ๆ ไม่มีพลาดชัวร์  แต่ก็ต้องผิดถนัด  พอพ่อกะแม่มาถึงบ้าน  ลุงกะป้าก็ไปเล่าเรื่องให้แกสองคนฟังก่อนเลย  แล้วพอเล่าจบเท่านั้นล่ะ  พ่อกะแม่ก็อึ้ง ๆ ไปแป๊บก่อนที่จะหัวเราะกันออกมา  พ่อแกยังหันมาถามเรา  "ตกใจแย่เลยสิ?" โธ่... ไม่แค่ตกใจหรอกค่ะ  วิญญาณหนีออกจากร่างเลยล่ะ  แต่ก็แปลกดีนะ  ไอ้ปัญหาใหญ่ ๆ เนี่ย  พอมีคนมาร่วมเผชิญหน้ากับเราด้วยมันก็กลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปได้เหมือนกัน
     
  สุดท้ายทุกอย่างก็ลงเอยอย่างที่ฝรั่งเขาเรียกแฮปปี้เอนดิ้ง  ลุงกะป้าก็แยกกลับบ้านไป  แถมทิ้งท้ายกะเราอีกหน่อย  ยังจำได้แม่นเลย  แกว่า "วันหลังมีอะไรนะข้ามไปเรียกเล๊ย บ้านก็อยู่แค่นี้ทำยังก๊ะห่างกันเป็นกิโล" เอ้อ... ก็จริงของแกนะ  บางทีครอบครัวตัวเองแท้ ๆ กลับทำเหมือนคนอื่นคนไกล
     
   ไอ้เรื่องไนแองการ่าเนี่ย  จริง ๆ ผ่านมานานหลายเดือนแล้วจ้ะ(เกือบ ๆ จะรอบปีแล้วมั้ง?)  แต่มันก็ยังคงติดตาติดใจเราไม่ลืม   ไอ้ที่ว่าติดตาน่ะก็แหง  ภาพแบบนี้น่ะไง ๆ ก็ลืมไม่ลงหรอกจ้ะ  ส่วนเรื่องติดใจ...  นี่ก็แหงอีกเหมือนกัน  ลืมไม่ลง  ว่าเรามีครอบครัวที่น่ารักขนาดไหนยืนอยู่เคียงข้าง  นี่ล่ะนะ  ที่เขาว่าสิ่งสำคัญอันใกล้ตัวที่เรามักมองข้าม  ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้  ฉันก็คงจะมองข้ามไปอยู่นั่นเอง  ก็น่าคิดดีนะ  สังคมบ้านเราตะก่อนนู้นก็อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่  ถึงจะมีทะเลาะเอะอะกันบ้างตามประสา  แต่พอมีปัญหาเกิดขึ้นมาต่างคนก็ต่างหันหน้ามาช่วยกันแก้  น่าเสียดายนะ... ถ้าจะปล่อยให้ภาพแบบนี้จะเลือนหายไปกับกาลเวลา  แต่เอาเถอะฮ่ะ  ไง ๆ ไอ้เหตุการณ์ไนแองการ่านี่ก็จะคอยเตือนสติฉันไปจนตายแหละ  รับรองได้เลย  อ้อ... คุณเองก็เหมือนกันนะ  ระวังฟืนระวังไฟ(and วาตภัย)ฮ่ะ  ฉันเตือนจากใจเลยนะ  ไม่อยากให้มามีประสบการณ์แบบนี้เลยจริง ๆ
     
  เอาล่ะค่ะ  วันนี้พอแค่นี้เนอะ(แค่นี้ก็เผาตัวเองจนเกรียมแล้วฮ่ะ)  ไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้าจ้ะ  แล้วจะมาเล่าอะไร ๆ ให้ฟังกันอีก  วันนี้ลาล่ะจ้ะ  ฝันดีนะคะ
     
     

 

edit @ 13 Oct 2010 20:29:53 by Milk-Tea

เที่ยวละไม ไปเรื่อย ๆ

posted on 11 Oct 2010 13:54 by milk-tea
  เอ้า... วันนี้เข้ามาตามสัญญาค่ะ  ที่ว่าจะมาเล่าเรื่องนิทรรศน์รัตนโกสินทร์กับถนนพระอาทิตย์นั่นไง  เอ...ลืมกันแล้วรึยังนะ  เอาเถอะเนาะ  ลืมไม่ลืมก็ฟังกันได้ฮ่ะ  ถ้ายังไม่เบื่อคนเล่าน่ะนะ
 
   หนที่แล้วพูดถึงโลหะปราสาท  ทีนี้ก็จะขอเดินเลยลานเจษฎาบดินทร์ไปหน่อย  เข้าสู่ "นิทรรศน์รัตนโกสินทร์"ค่ะ ชื่อก็บอกเต็มที่แล้วนะว่ารัตนโกสินทร์  เพราะงั้นเรื่องราวต่างๆที่อยู่ภายในมันก็หนีไปไม่พ้นกรุงเทพฯที่เราฉุดแฉนจะคุ้นเคยนี่หรอก
 
   แต่ขอบอกก่อนน๊า  ว่าตอนนั้นพวกเราไปกับโรงเรียนจ้ะ  เพราะงั้นพวกค่าบ่งค่าบัตรอะไรเทือก ๆ นั้นโรงเรียนจะจัดการให้หมด  ส่วนพวกเราก็เฮฮาบ้าบอกันเต็มที่  ดังนั้นขออย่าถามว่าบัตรเข้าชมราคาเท่าไหร่  ไปลุ้นกันเอาเองเถิด  คนทางนี้จนปัญญาจ้ะ  อ้อ... แต่แนะนำให้ใส่ชุดนักเรียนไปนะ  ถึงเข้าฟรีไม่ได้  แต่จ่ายครึ่งราคาได้นี่มันก็น่าสนใช่มะล่า  แล้วจะรู้...ชุดนักเรียนไทยน่ะ ทำอะไร ๆ ได้อีกเย๊อ  ไม่ใช่แค่ใส่ให้ฝ่ายปกครองมาวิ่งไล่กวด 
 
   พอได้บัตรมาแล้ว  ก็ไม่ใช่ว่าจะเข้ากันได้ทันที   คนเที่ยวเยอะเกินสถานที่ and คุณ ๆ พนักงานจะรับไหวฮ่ะ  พอเข้าคิวรอบัตรแล้ว  ก็ต้องมาเข้าคิวรอเข้าอีกต่อหนึ่ง  แต่ไม่นานนักหรอก  ยังไม่ทันได้เดินเที่ยวสำรวจอะไร ๆ ใกล้ ๆ เลยด้วยซ้ำ  เสียงของท่านอาจารย์ที่เรียกพวกเราเข้าแถวอย่างกะเรียกเด็กอนุบาลก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะการหาเรื่อง(ซน)ของเราแล้ว  ไอ้เรื่องที่ว่าจะหนีเที่ยวก่อนซะหน่อยก็เลยเป็นอันจบเห่ต้องเข้าแถวกันไปตามระเบียบ  โดยมีคุณพนักงานเสียงนุ่มเดินนำหน้า  โถ... เสียงแกนุ่มจริง ๆ นะ  พอเผลอตั้งใจฟังเมื่อไรล่ะ  จะรู้สึกเคลิ้มขึ้นมาจนหาไม้จิ้มฟันมาค้ำแทบไม่ทันเชียว
 
   แล้วพอจัดแถวให้ลิงทโมนอย่างเราเสร็จแล้ว   ก็จะเดินเข้างานกันได้ซะทีล่ะ  และห้องแรกเลยที่เข้าไปถึงก็คือ  ห้องแสดงประวัติเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเทียบกับต่างประเทศ  เรียง ๆ กันไปตามพ.ศ.  อ้อ...  แต่อย่าถามนะว่ามีอะไรบ้าง  ไหว้ล่ะจ้ะ  เพราะจำไม่ได้เลยจ้ะ  เค้ายอมรับผิดนะจ๊ะ  แต่ถ้าอยากจะรู้นักต้องไปกันเองจ้ะ
 
   แล้วพอจบจากห้องนี้  เขาก็จะพาเราเดินขึ้นบันได  ไปสู่ห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นห้องฉายวิดีทัศน์  เพราะเห็นประตูบานใหญ่หนาหนักเหลือเกิน  ท่าจะใช้เก็บเสียง  ส่วนด้านในก็จะมีเก้าอี้นั่งเรียงกันเป็นแถว ๆ  ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นยังไง  ก็ลองวิ่งเข้าไปดูในโบสถ์คริสต์  เป็นแถว ๆ คล้าย ๆ อย่างนั้นแหละ  ส่วนด้านหน้าสุดจะเป็นฉากสีขาวแผ่นใหญ่  ซึ่งคุณพนักงานที่ยืนอยู่ตรงด้านขวาของเราจะใช้เป็นจอฉายวิดีทัศน์ให้เราดูกันฮ่ะ  ช่างให้บรรยากาศชวน(หลับ)ฝันเหมือนท้องฟ้าจำลองจริง ๆ   แต่แหม... ถ้าเอาแต่เข้าเฝ้าองค์อินทร์ก็จะเสียชื่อคนเล่าหมด  ยังไง ๆ ก็ต้องฟังล่ะน่า  ม่ายงั้นจะมีเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเล่าต่อได้ไง  ฟังเสร็จก็ต้องสั่งไอ้เจ้าขมองในหัวให้มันจำไว้ด้วย  แต่แย่หน่อย...ตรงที่หน่วยความจำข้าน้อยต่ำฮ่ะ  สุดท้ายก็จำได้มั่งไม่ได้มั่ง  แต่ที่จำติดหูติดมือ(เพราะแอบเอากระดาษกับปากกาขึ้นมาจด)ก็คือชื่อเต็มของมหานครเรานี่เอง  มะจะร่ายให้ฟัง  ฟังเสร็จแล้ว จะจำ จะจาร หรือ จะจรไปเลย ก็ไม่ว่ากัน  ถือเอาเป็นสนุก ๆ  เนาะ   มาเริ่มที่ชื่อเต็มกรุงเทพ ฯ กันก่อน  หลายคนก็คงรู้ล่ะ  ก็ไอ้เพลงที่ตอนเด็ก ๆ ชอบร้องเล่นนั่นไง
 
"กรุงเทพมหานคร  อมรรัตนโกสินทร์  มหินทราอยุธยา  มหาดิลกภพ  นพรัตนราชธานีบูรีรมย์  อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน  อมรพิมานอวตารสถิต  สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์"
 
  ร้องเป็นไหม? ตะก่อนนี้จะร้องเล่นกันกะเพื่อนเป็นทำนองเลย   เอาล่ะ  ประเดี๋ยวจะว่าคำแปล  แต่คำแปลนี่ไม่มีเป็นเพลงนะ  ใครอยากได้ก็ต้องลองไปใส่ทำนองดูเอง
 
"พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร  เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต  เป็นนครที่ไม่มีใครรบชนะได้  มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง  เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการน่ารื่นรมย์ยิ่ง  มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย  เป็นวิมานที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา  ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้" 
 
  เอ้า.. จบล่ะ  นี่ล่ะชื่อกรุงเทพฯเรา  ฟังจบเล่นเอาขนลุกเลย  เมืองไทยเรานี่ขลังนะ  ว่าง ๆ ลองไปหา ๆ เรื่องเล่าเก่า ๆ มาอ่านดูสิ  สนุกดี  ขนลุกดีด้วย  ฉันก็เคยอ่าน ๆ มามั่งล่ะ  แต่เล่าไม่ได้  ประเดี๋ยวคนเขียนรู้เขาอาจมาเก็บค่าลิขสิทธิ์  อยากรู้ต้องไปซื้อเอาเอง  จวนงานหนังสือแล้วนิ  บอกให้ว่าชื่อเรื่องสนธยากาล  ของ ณ บ้านวรรณกรรมจ้ะ  ส่วนจะอ่านหรือไม่ก็แล้วแต่ศรัทธา
 
  มะ... ว่าเรื่องของเรากันต่อ  หลังจากฟังเรื่องของกรุงเทพฯแล้ว  คุณพนักงานคนสวยก็เปิดประตูให้เราออกค่ะ  เท่านั้นไม่พอ  แกยังบอกเราอีกว่า  "ขณะนี้ทุกท่านได้ขึ้นมาลิฟต์มาถึงชั้นสามแล้วค่ะ" ห๊ะ!! ไอ้ห้องที่เรานั่งกันอยู่นี่จริง ๆ แล้วเป็นลิฟต์เรอะ!  แหม... อะเมซิ่ง  แต่ที่ยิ่งทำให้ซิ่งก็คือ  คุณพี่ฝาหรั่งที่ไหนมะรู้ที่อยู่ ๆ เก๊าะมายืนรวมอยู่กะกลุ่มเราด้วยนี่ล่ะ  แหม... เล่นเดินมากับกลุ่มคนไทย  ไอ้เรายังพูดกะเพื่อนอยู่เลย  ว่าอื้อหือ  พี่แกคงเก่งภาษาไทยน่าดูนะ  ฟังคุณพนักงานบรรยายภาษาไทยรวมกับเราได้สบายใจเฉิบเนี่ย  แต่ที่ไหนได้... ยาย milk tea ปล่อยไก่หมดเล้าฮ่ะ  คุณฝาหรั่งแกมะได้ฟังไทยออกร๊อก  แกสวมเฮดโฟนฮ่ะ  แล้วไอ้เครื่องมือไฮกะเทกเนี่ยก็จะมีภาษาต่าง ๆ ให้เลือก  รึก็คือแกก็ฟังภาษาปะกิตของแกไปนั่นแหละ  ไม่ได้เกี่ยวอะไรกะเราเล๊ย  แต่นั่นแหละ  เห็นไหม  ประเทศไทยเราไม่ว่าคนชาติไหนก็มาอยู่ร่วมกันได้ฮ่ะ(เกี่ยวไหม? ช่างเถอะ)
 
  แล้วต่อจากห้องนี้ไปก็จะมีห้องต่าง ๆ อีกหลายห้องมาก  ซึ่งหากเอามาเล่าเสียหมดก็จะเกิดข้อเสียขึ้นสองสามข้อ  หนึ่งจะทำลายอรรถรสของคุณที่ต้องการไปเที่ยวเอง  สองจะทำให้ชวดถนนพระอาทิตย์ไปอีกมื้อ  และสามจะทำให้คนเล่าปล่อยไก่ออกไปอีกเล้า(เพราะจำไม่ค่อยได้  ประเดี๋ยวเล่าผิดเล่าถูก)  เอาเป็นว่า  อยากทราบต้องไปดูให้เห็นกับตาค่ะ  หนึ่งปากว่าไม่เท่าตาเห็นหรอก  โดยเฉพาะเป็นปากที่ชอบใส่ไข่ด้วยล่ะนะ  เพราะฉะนั้นจะขออนุญาต "ข้าม" ไปอย่างง่าย ๆ เลยแล้วกัน  อย่าโกรธกันเลยนะจ๊ะ  เดี๋ยวจะเล่าเรื่องถนนพระอาทิตย์ชดเชยให้จ้ะ
 
  พอพูดถึงเรื่องถนนพระอาทิตย์  ก็พาลทำให้ฉันนึกถึงเรื่องปล่อยไก่เข้าอีกแล้ว(ปล่อยไปจนจะไม่เหลือละเนี่ย)  ไว้เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง  เรื่องมันต้องมีที่มาและที่ไป  รีบมากไม่ดีฮ่ะ 
 
  มาเริ่มต้นกันก่อนเลยถึงสาเหตุของการไปเที่ยว  ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก  เป็นแค่ความนึกครึ้มอะไรไม่รู้ของฉันนี่เอง  ที่เกิดไปถูกตาต้องใจ  ต้องมนต์ของภาพถ่ายสวย ๆ ที่เห็นมาจากในเน็ตนี่ล่ะ  สุดท้ายก็เลยอดใจไม่ไหวต้องยกหูโทรศัพท์รีบหาพรรคพวกมาร่วมครึ้มด้วยกัน  แล้วก็ได้จริงด้วยฮ่ะ  นับรวม ๆ กันแล้วมีทั้งหมดห้าคน  และแล้วกลุ่มรวมตัวเฉพาะกิจอย่างเรา  ก็เริ่มต้นการเดินทางที่ไร้แผนการใด ๆ  ณ  วงเวียน 22 กรกฎาค่ะ
 
  ไม่ช้าไม่นาน  พวกเราก็ก้าวกระโดดขึ้นรถเมล์ฟรีเพื่อตรงดิ่งไปยังถนนพระอาทิตย์ทันที  อากาศวันนั้นร้อนทีเดียว  แต่มันก็เป็นเรื่องปกติของบ้านเราล่ะเลยไม่มีใครใส่ใจ  แล้วหลังจากที่พวกเรานั่งเหงื่อแตกพลั่ก ๆ กันอยู่สักพัก  สายตาของเราก็เหลือบไปเห็นป้อมพระสุเมรุอยู่ไกล ๆ   เราซึ่งชีพจรดิ่งลงเท้ากันอยู่แล้ว  ก็เลยเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้แล้วเปลี่ยนไปเป็นโหนราว(รถเมล์)ทันที   เราก้าวขาลงจากรถตรงฝั่งตรงข้ามของป้อมพระสุเมรุ  เบื้องหน้าคือสวนสันติชัยปราการ  แล้วก็รีบเดินข้ามฝั่งไปเผื่อว่าหญ้าเขียว ๆ ที่พื้นสวนอาจทำให้อาการชีพจรทิ้งดิ่งของเราทุเลาลงบ้าง  ว่าแต่... คุณเคยไปสวนสันติฯไหม?  ถ้าหากเคยคงพอจะนึกภาพออก  แต่หากไม่เคย  ฉันก็จะพยายามบรรยายให้ฟัง  แต่อย่าหนีไปเที่ยวในความฝันกันซะก่อนแล้วกัน
 
   สวนสันติฯเป็นสวนเล็ก ๆ ค่ะ  จะเอาไปเทียบกันสวนลุมพินี  แม่สวนสาธารณะแห่งแรกของกรุงเทพฯที่ฉันเคยเล่าให้ฟังไม่ได้เลย  แต่ถึงจะเล็กกว่า  ก็ไม่ได้หมายความว่าจะด้อยกว่า  สวนสันติฯเขาก็มีเสน่ห์ของเขาจ้ะ  มะ..ลองฟังกันดู 
 
   อันว่าเสน่ห์ของสวนสันตินั้นก็คือความเป็นสวนริมน้ำ  จริง ๆ สวนลุมฯนี่ก็ริมน้ำนะ  แต่น้ำคนละน้ำกัน  สวนสันฯน่ะริมแม่น้ำ  ส่วนสวนลุมฯน่ะริมลูกน้ำ  เทียบเอาเองละกัน  ว่าอย่างไหนจะอลังกว่า  สวนสันติฯจะอยู่ชิดติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา  ซึ่งหากมองไปทางขวามือก็จะได้เห็นความงามของสะพานพระรามแปด  และถ้ามาตอนเย็น ๆ นะจะมีฉากพระอาทิตย์ตกดินเป็นของแถม  แหม... โรมานติคอย่าบอกใคร  แต่น่าเสียดายว่าเรามากันเอาเที่ยง  ตะวันส่องกบาลช่างทรมานอย่าบอกใคร  แต่เพราะอยู่ริมน้ำนี่ล่ะ  ต่อให้แดดจะเผายังไงลมก็ยังเย็นสบาย  นี่ล่ะ  เขาถึงได้ว่าเมืองไทยร่มเย็นเป็นสุขไง  น่าเสียดาย  เดี๋ยวนี้บ้านเมืองมันมีแต๊ตึก  เราก็เลยรับแต่ลมแอร์กันฉบายพร้อมกับทรัพย์ที่ค่อย ๆ ละลาย   
 
  ถัดจากสวนสันติฯ  เราก็ร่อนไปหาที่หลบร้อนกัน  เดินผ่านบ้านเจ้าพระยาหลังงาม(แต่ได้แค่มองนะ  เข้าไม่ได้จ้ะ)  ก่อนเดินข้ามไปบ้านพระอาทิตย์  ซึ่งไอ้เราก็ปล่อยไก่ตัวโตที่นี่แหละ  แหม... นึกว่าจะเข้าได้  ที่ไหนเสียเขาเป็นที่สำนักงานของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการฮ่ะ  เข้าไม่ได้อีกเหมียนกัน  ไอ้เราก็เลยแก้เก้อโดยการเดินหน้าเข้าร้านขนม "บ้านพระอาทิตย์" แทน  เป็นที่หลบร้อนได้ดีทั้งกายและใจเลย  ร้านสวย  แถมเจ้าของร้านใจดี  เราก็เลยนั่งพักคุยกันไปอย่างสบายอารมณ์  แถมคุณเจ้าของร้านแกยังมาแนะนำสถานที่เที่ยวให้เราอีกแน่ะ  แหม... แบบนี้จะไม่ให้ชมว่าน่ารักได้ไง  นี่ล่ะ  เที่ยวเมืองไทยมันจะสบายใจอย่างนี้!
 
  หากลองมอง ๆ ไป  บ้านแถบถนนพระอาทิตย์นี่จะเป็นบ้านแบบเก่า ๆ สวย ๆ ทั้งนั้น  เพราะตะก่อนแถบนี้เป็นแถบผู้ดีไง  แล้วถนนที่เราเดิน ๆ กันอยู่เนี่ย  เมื่อก่อนนี้ไม่มีนะ  มีแต่คลองจ้ะ  แล้วเขาก็เดินทางโดยใช้เรือพายเอา  ผู้ดีแต่ก่อนเขาต้องมีบ้านริมคลองกันแบบนี้  ส่วนรอบ ๆ บ้านเขาก็จะเป็นพื้นที่ว่างปล่อยให้คนมาเช่าอยู่จ้ะ  แล้วก็เก็บสตางค์เอา  เราก็เลยจะพบบ้านสวย ๆ แบบนี้กันตามตรอก  ไม่เชื่อลองไปดูสิ  เคยได้ยินไหมที่ว่า "ผู้ดีเดินตรอก  ขี้ครอกเดินถนน" น่ะ  มันมีที่มาแบบนี้แหละ
 
  หลังจากหายเหนื่อยกันแล้ว  เราก็บอกลาเจ้าของร้านก่อนเริ่มออกเดินทางต่อ  ยิ่งเดินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นว่าถนนสายนี้สวย  ทำให้อดนึกไม่ได้เลย  ว่าแต่ก่อนตอนที่สถานที่ต่าง ๆ แถบนี้เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ จะสวยจับตาสักเพียงไหน  อดีตชวนให้คนหวนนึกถึงเสมอล่ะ  แต่นึกมาก ๆ ก็ไม่ดีนะจ๊ะ  เดี๋ยวน้าดีตเค้าจะน้อยใจเพราะเราเอาแต่นึกถึงอาดีต  อาดีต
 
   ถัดจากถนนพระอาทิตย์ที่สวยงามจนแสบตา  เราก็เดินผ่านมหาลัยธรรมศาสตร์ แวะถ่ายรูปแม่โดมกันซะหน่อยพอเป็นสัญลักษณ์ว่ามาถึงแล้วนะจ๊ะ  แล้วค่อยทะลุมาโผล่ยังท่าพระจันทร์ที่แสนจะนวลตา  แถบนี้ของกินเยอะฮ่ะ  เราหยุดแวะกินไอศกรีมกับมะตะบะกันจนพุงกางแทบลงกลิ้งเลยแหละ  แต่ก็ยังไม่วายหาเรื่องเที่ยวต่อจนได้  ไหน ๆ ก็มาท่าพระจันทร์นี่นะ  จะไม่ลงเรือเลยเดี๋ยวจะเหมือนมาไม่ถึง  พวกเราเลยตัดสินใจลงเรือข้ามฟากไปขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช  แล้วก็เลยถือโอกาสไปลงนามถวายพระพรกันเลย  พอไปถึง  คนเยอะมากจริง ๆ นะ  น่าปลื้มใจดีไหม  ยังไง ๆ สำหรับคนไทยแล้วในหัวใจก็ยังรำลึกถึงร่มฉัตรที่ปกเกล้าอยู่เสมอ  หลังจากลงนามถวายพระพรกันไปแล้ว  เราก็เตร่ ๆ กันอยู่ในโรงบาลล่ะฮ่ะ  แหม... ใครว่าเที่ยวที่โรงพยาบาลไม่ได้  เราเถียงตายเลย  ที่นี่สวยนะ  ขนาดว่าเรากดชัตเตอร์กันไม่ยั้งเลยล่ะ  ว่าง ๆ คุณลองไปดูสิ  แล้วจะรู้ว่าฉันพูดโกหกรึเปล่า
 
  ออกจากโรงพยาบาลศิริราชก็ราว ๆ บ่ายสามโมง  เราโดดขึ้นเรือข้ามฟากแล้วรีบออกเดินเที่ยวต่อ(ไม่รีบเดี๋ยวอด)  แล้วก็ทำการตกลงกันว่าจะไปวัดพระแก้ว
 
  แปลก... เราเองก็คนกรุงเทพฯ  ผ่านวัดพระแก้วกันมาก็หลายหน(ยังยกมือไหว้อยู่เลย)  แต่กลับไม่เคยเข้าไป  วันนี้วันดีที่ได้เที่ยว  เลยถือโอกาสเข้าซะเลย  แต่พอก้าวขาเข้าไปเท่านั้นล่ะ  อะโห... มีแต่ฝาหรั่งทั้งนั้นเจ้าค่ะ  แอบนึกว่าเมืองนอกเลยนะ  ต้องตบหน้าตัวเองแล้วคิดในใจ "เมืองไทยจ้าเมืองไทย อย่าเพิ่งไปไกลจ้ะ"  หลังจากสติคืนมา  สายตาก็เริ่มสังเกตุ  สังเกตุอะรายน่ะหรือ  ก็เสื้อผ้าน่ะสิจ๊ะ  ในกลุ่มเรานุ่งขาสั้นกับกระโปรงสั้นอยู่สองท่านจ้ะ  เข้าไม่ได้นะอย่างนี้ถ้าแบบศัพท์อังกฤษเขาเรียกแบน(มะใช่เหล้านะจ๊ะ อย่าเข้าใจผิด)  ถ้าจะเข้าต้องไปเช่าผ้านุ่ง  ค่ามัดจำผืนละสองร้อยจ้ะ(จำแม่นเลยล่ะ)  ตอนแรกเราเห็นแม่สองนางนุ่งผ้าเราก็ล้อให้  แต่พอดูไป ๆ ก็เริ่มจะอิจฉานิด ๆ  ก็ดูเข้าดีนี่นา  สวยเชียว  น่าเสียดายอีกเหมือนกันนะ  ทำไมสาวไทยเลิกนุ่งกันไปก็ไม่รู้  ดูอย่างสาว ๆ ข้าง ๆ บ้านซะมั่งสิ  ยังนุ่งกันสวยพริ้งอยู่เลยเห็นมะ
 
  ภายในวัดพระแก้วเย็นสบาย  รอบ ๆ อุโบสถจะมีศาลารายยาวเป็นแถ๊ว  มีคนไปนั่งพักกันให้พรึ่บผิดไปจากวัดอื่น  ส่วนตัวอุโบสถเป็นลายกนกนูนรอบ  อธิบายไม่ถูก  รู้แต่สวยมาก  ว่าง ๆ คุณไปดูนะ  แล้วพอขึ้นไปถึงประตูหน้าจะมีอ่านน้ำมนต์ใหญ่  แถมดอกบัววางไว้ให้อีกเสร็จสรรพ  ไม่ได้ไว้ให้สักการะพระแก้วหรอกจ้ะ  เขาเอาไว้ให้จุ่มลงอ่างน้ำมนต์รดหัวตะหาก  ซึ่งเราก็รดกันไปสนุกสนานฮ่ะ  รดน้ำมนต์เสร็จก็ตรงเข้าอุโบสถเลย  เพิ่งเคยเข้าครั้งแรก  เราเลยเอาแต่มองไม่วางตาจนแทบลืมกราบ  ตอนนั้นพระแก้วท่านทรงเครื่องทรงฤดูหนาว  พอมาเห็นอยู่ตรงหน้า  ไม่ใช่แต่ในทีวีแล้วรู้สึกชื่นใจ  โธ่... บ้านเราก็อยู่นี่แท้ ๆ อยู่บนแผ่นดินที่ท่านปกปักษ์รักษา  แต่กลับไม่เคยมาไหว้ท่านตรง ๆ เลย
 
  ออกจากอุโบสถเราก็ไปซนกันต่อ  แต่ตอนนั้นเริ่มเย็นแล้ว  เราก็เลยเดินกันเร่งๆ  แรกเลยก็โฉบไปดูรามเกียรติ์ที่ริมผนังฮ่ะ  สนุกนา  ต่อเป็นเรื่องเชียว  คุณลองไปดูกะตาสิ  ต้องดูไล่ดี ๆ นะประเดี๋ยวจะเห็นอะไรดี ๆ  แต่ให้บอกตรงนี้ไม่ได้หรอกจ้ะ  เดี๋ยวโดนแม่เขกหัว  ไปหา ๆ กันเองแล้วกัน  ดูกันเสร็จก็ตรงไปจักรีมหาปราสาท หรือที่เขาเรียกฝรั่งสวมชฎาแหละ  ตรงนี้จะมีทหารเฝ้ายามอยู่  ยืนนิ่งกันเป็นหุ่น(ตอนแรกเราก็นึกว่าหุ่นจริง)  อ้อ... แล้วคุณเพื่อนเราก็เข้าไปล้อเขาด้วยแน่ะ  ดี๊พี่เขาไม่ยกมือมาเขกหัว
 
  ถัดจากวัดพระแก้ว  เราก็กะจะไปที่ไหนต่ออีกสักที่เป็นแหล่งสุดท้าย  แล้วก็เลยตัดสินใจไปศาลเจ้าพ่อหลักเมืองค่ะ  เอ้า... ไหน ๆ ไหว้พระแก้วแล้ว  จะให้พลาดศาลหลักเมืองไปก็กระไรอยู่จริงไหมล่ะ  แล้วเราก็เลยเดินไปกันอีกตามประสาคนไร้สตางค์  พอไปถึงเท่านั้นล่ะ  ต่างคนต่างก็คอแห้งกันเป็นผุยผง  มองหาน้ำกันให้ควั่ก แล้วสุดท้ายไปได้น้ำไหนทราบไหม?  ก็น้ำมนต์นั่นล่ะฮ่ะจะพ้นหรือ   เอาน่า... นอกจากหายคอแห้งแล้วยังได้สิริมงคลแถม  คุ้มน่ะคุ้ม  ดื่มเสร็จแก้กระหายไปแล้วเราก็ตรงเข้าไปไหว้เจ้าพ่อหลักเมือง  พอถึงตรงนี้  อยู่ ๆ ฉันก็หวนนึกไปภึงความหมายของชื่อกรุงเทพฯขึ้นมา  กรุงเทพฯ หรือ เทพนคร  ตะก่อนนี้ผู้ใหญ่จะเคยบอกเคยสอนว่าอย่าไปทำอะไรไม่ดีนะ  ผีสางเทวดาท่านเห็น  แต่ในยุคในสมัยแบบนี้  จะมีใครเชื่อผีสางเทวดาอีกบ้างไหม?  แล้วก็เลยกลายเป็น  ถ้าจะทำอะไรไม่ดี  ก็อย่าให้ถูกจับได้เป็นพอ  ความเชื่อแบบนี้นับวันจะยิ่งหายเพราะคนเขาว่างมงาย  แปลกนะ  หลายคนชอบติบ้านตัวเอง  อย่างโน้นไม่ดี  อย่างนี้ไม่ใช่  แต่ของดีประจำบ้านกลับไม่ค่อยนึกถึงจนนับวันจะยิ่งเลือนหาย 
 
  จบจากศาลเจ้าพ่อหลักเมือง  กลุ่มเที่ยวเฉพาะกิจของเราก็เริ่มแตกกันไปคนละทาง  ต่างคนต่างเที่ยวกันจนอิ่มหนำสำราญแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ไปใช้ชีวิตตามแบบฉบับของตัวเองต่อไป  แต่คอยดูต่อไปเถอะ  ประเดี๋ยววันไหนเกิดนึกครึ้มขึ้นมาก็ชวนกันหนีเที่ยวอีกแหละ  แล้วถึงตอนนั้นจะเกี่ยวมาเล่าให้ฟังจ้ะ  วันนี้ขอตัวไปนอนก่อนล่ะ  ดึกแล้ว  เดี๋ยวพ่อจะแพ่นกบาลเอา  ลาล่ะค่ะ  ฝันดีนะ
 
  
ก่อนนอนต้องดื่มนมร้อนจ้ะถึงจะดี  อย่าเป็นชาหรือกาแฟเชียวนะ  ประเดี๋ยวตาค้างตื่นอยู่จนเช้าล่ะจะหาว่าไม่เตือน